อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขสบายเหมือนบ้านเรา

วาทกรรม อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายเหมือนอยู่บ้าน (ถิ่นกำเนิด) หรือ อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนเมืองไทย อะไรประมาณแบบนี้ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง สยามเมืองยิ้ม ฯลฯ

เราถูกปลูกฝังมาให้เชื่อกันแบบนั้น? หรือไม่?

มันจริงเสมอไปไหม ถ้าคุณมีทางเลือก หรือคุณสร้างทางเลือกใหม่ขึ้นมา ประโยคดังกล่าวมันจะยังใช้ได้จริงอยู่ไหม หรือมันเป็นกรอบให้คุณคิดหรืออยู่ในกรอบที่วางไว้แบบนั้น อยู่แล้วก็รู้สึกว่าสบายดี ทั้งทั้งที่มันอาจจะไม่สบายหรือมีที่ ที่ดีกว่าก็ได้

จากการอ่าน หรือการไปสัมผัสแค่น้อยนิด ในดินแดนต่างประเทศ บางทีก็กลับมาฉุกคิดว่า วาทกรรมที่ว่าอยู่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้าน มันอาจจะไม่จริงก็ได้ เพราะชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งปลูกสร้าง การออกแบบ การแก้ไขปัญหา การสาธารณสุข ลักษณะของรัฐ การจราจร จริงอยู่ว่า คนจน ปัญหา ความเสื่อม มีอยู่ทุกที ในโลก แต่ เมื่อกลับมาเทียบกับบ้านเกิด เฮ้ย มันทำไมดูแตกต่างมากอย่างนี้ มันดีกว่าในหลายเรื่อง ที่ถ้าเราจะทำก็ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงอะไรนี่ มองมองไปแล้วก็นึกในใจ ทำไมทางเท้าบ้านเรามันถึงได้สูงขนาดนี้ รถที่วิ่งในท้องถนน มันจะชน เบียดทางเท้าที่ว่าไหม หรือคนพิการ เจ็บป่วยมันจะปีนกันยังไง(วะ) ต่างประเทศมันเป็นทางเท้าสูงนิดเดียว (แค่กล่องไม้ขีดวางนอน) มันไม่กลัวรถปีนไปชนคนหรือไง ทำไมเขายำเกรงต่อกฏจราจรกันเหลือเกิน ในขณะที่บ้านเราไม่เคยกลัว ทำไมบ้านเมืองมันส่วนใหญ่สะอาด ทำไมเขาไม่มีรถเข็น หรือขายอาหารตามทางเท้า เกลื่อนแบบของเรา (เขาก็มีรถเข็นขายแต่มันก็ดูดีกว่าของไทย) นี่เขาไม่ทำมาหากินกันหรืออย่างไร มาตรฐานร้านค้า ร้านอาหาร ผังเมือง ทำไม มันดูเคร่งครัดจัง แล้วมันอยู่กันได้ยังไงวะ มันเกินไปหรือเปล่า ของเราไม่เห็นต้องมี (เราควรมี?)

นั่นนะสิ มองมองไป ไม่ว่าจะวัดมิติไหนมันก็ดูแตกต่าง การใช้นโยบายสาธารณะ การเงิน การเมือง การปกครอง ไม่ได้บอกว่ามันไม่มีข้อบกพร่อง แต่ของที่มันมี มันทำกันอยู่ ผมว่ามันดีกว่าของบ้านเรา ที่เราบอกว่าอยู่แล้วสุขใจ แบบนี้จะไม่ให้บอกว่า คำพูดเหล่านี้ มันเป็นมายา ครอบทัศนะของเราไว้อยู่หรือเปล่า เมื่อพลิกกะลาออกมาแล้วมันก็มาฉุกคิดว่า ทำไมจะต้องมาทนอยู่กับวาทกรรมแบบนี้(วะ) มันเหมือนหลอกให้จมอยู่แบบนี้ไปเถอะ อย่าได้ดิ้นรน หรือแหกปากตะโกนอะไรขึ้นมาเลย มันดีอยู่แล้วจะเอาอะไรมากมาย เห็นแล้วมันชวนให้หดหู่ กับการยอมจำนนและความคิดความอ่านของผู้นำพาประเทศ โดยที่มี ผู้ที่กุมบังเหียน ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เหล่านี้ยังสุขสบายในแบบของตัวเอง แล้วก็ปล่อยให้บ้านเมืองมันจ่อมจ่มไปกับคำพูดที่ว่า “อยู่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเรา” ในมันคิดว่ามีความสุข ซึ่งผมว่า มันไม่จริงหรอกสำหรับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้

 


เรื่องนี้ได้แรงบันดาลจาก สิ่งที่เห็นในต่างแดนนับตั้งแต่ได้ก้าวพ้นขอบรั้วเมื่อยี่สิบปีก่อนจนถึงปัจจุบันและ จากที่ฟังวิทยุ ไม่นานมานี้ ที่ได้ยินสุภาพสตรี (หมอ) เล่าเรื่องราวในต่างแดน ถึงบริการสาธารณสุข และที่แน่แน่ คือ เธอได้วีซ่าถาวร แต่ยังไม่ได้สัญชาติ ในดินแดนนั้น หวนคิดมาถึงสิ่งที่เล่าถึงเรื่องราวในบ้านเมืองเรา ถ้ามันดีมากมาก แล้วหมอเขายังจะมีวีซ่า หรือยังอยากจะได้สัญชาติในดินแดนนั้นอยู่ไหม

 

Advertisements

เที่ยวคนเดียว ไม่เปล่าเปลี่ยวเอกา

เที่ยวคนเดียว ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เหตุผลที่จะเที่ยวคนเดียวก็มีหลายอย่าง

อย่างแรก ขืนรอพรรคพวก หรือคนร่วมทาง ร่วมเที่ยว ก็ไม่ได้ไปสักที ไม่ว่าจะเป็น เวลาว่างที่ไม่ตรงกัน ไม่มีเงิน ไม่เอาไม่ชอบไป อยากพักแบบนี้ อยากไปแบบโน้น จะไปที่นี่ที่นั้น จะกิน จะไม่กิน กลัว ฯลฯ

เป็นยังไงละครับ นี่ยังน้อยนะ

อย่ากระนั้นเลย ไปมันคนเดียวนี่แหละ

ไม่เหงา? ไม่กลัว?

โธ่ โตป่านนี้แล้ว ยังจะต้องกลัวอะไร

แต่ ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงในการเที่ยว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเตรียมตัวให้ดี และสร้างแรงบันดาลใจให้เพียงพอที่จะทำให้สำเร็จ

นอกเหนือจากนี้ก็เริ่มจากง่าย ง่าย ก่อน ไม่ใช่ครั้งแรกก็จะไปขั้วโลกเหนือกันเลย

เอาเป็นว่า ลองไปดูหนังคนเดียว กินข้าวคนเดียว (ในที่ใหม่ใหม่)

ไปต่างจังหวัดใกล้ ๆ หรือ ไกล ไกล ก็ได้ แบบไปคนเดียว หรือ สองคน พักแบบ Guest House กาง Tent อะไรทำนองนี้

คุยกับคนแปลกหน้า เช่น ฝรั่ง คนต่างถิ่น เมื่อมีความมุ่งมั่นแล้ว ก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากจะไปไหน เอาที่เขาไปกันแล้วนี่แหละ ถึงแม้คนจะไปกันมากมายแล้วก็ตาม แต่มันมีทางให้สำหรับเราเสมอ เอเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย เหล่านี้ล้วนสะดวกและง่ายต่อการเดินทาง ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากเมืองไทย การเดินทาง (ปลายทาง) ที่สะดวก โดยเฉพาะยุโรป ที่มีรถไฟ ไปได้เกือบทุกเมือง

เมื่อได้จุดหมายแล้ว ก็กลับมาดูเงินในกระเป๋า ถูกต้องแล้วครับ ไม่มีเงินทำอะไรไม่ได้แน่นอน เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ

1. ค่าตั๋วเดินทางไปกลับ (เครื่องบิน)

2. ค่ากิน แต่ละวัน

3. ค่าที่พัก แต่ละคืน ถ้าพักบ้านชาวบ้าน แบบ couchsurfing ก็ประหยัดส่วนนี้ไปอีก

4. ค่าเดินทางท่องเที่ยว ค่าธรรมเนียม ค่าบัตรผ่าน ค่ารถในท้องถิ่น

5. ของที่ระลึก ของฝาก

6. ถ้ายังไม่มีกระเป๋า ไม่มีเสื้อผ้า (กันหนาว) ก็ต้องเตรียมส่วนนี้อีก

7. ค่า VISA

นั่นละครับ เงินที่ต้องใช้ ในทุกข้อมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งนั้นแล้วแต่เราว่าจะทำหรือไปหรือกินมันด้วยวิธีไหน

ตั๋วเครื่องบินในบางเดือนบางสถานทีก็จะถูก ใช้เครื่องมือในการค้นหาเช่น skyscanner หรือ web อื่น ๆ เกี่ยวกับการจองตั๋ว หาตั๋ว ในการหาตั๋วราคาถูก

เรื่องกิน วิธีประหยัดคือ ถ้าพักโรงแรม กินมื้อเช้าที่โรงแรม พัก hostel ซื้อของสดลดราคาที่ Super Market มาทำกินเอง พักกับบ้านชาวบ้านถ้าเขามีให้กินก็กินกับเขา แต่ ถ้ามีโอกาส หากินดีดีสักมื้อสองมื้อ อย่าขี้เหนียวมากเกินไปนัก

ที่พัก ดูจาก TripAdvisor, Agoda, Couchsurfing พัก Hostel มีข้อดี (ถ้าไปคนเดียว) คือ ไม่แพงมาก มีที่ทำอาหาร ส่วน Couchsurfing นี่ประหยัดสุดสุดแน่นอน แต่ แต่ อันนี้ คาดหวังอะไรไม่ได้ แล้วแต่เจ้าของที่พัก บอกได้คำเดียวเลย อาจจะได้นอนโซฟา นอนเตียง เจ้าบ้านทำกับข้าวให้กิน ไปรับ ไปส่ง หรืออาจจะไม่มีอย่างที่ว่าเลยก็ได้ หรืออาจจะไปเจอคนเฮงซวยก็ได้ อันนี้เสี่ยงเอาเองตัวใครตัวมัน ระบบของ Couchsurfing ก็มีตัวช่วยระดับหนึ่ง ที่ช่วยคัดกรองให้เรา

ค่าเดินทาง ซื้อตั๋วไปกลับ ตั๋ววัน ตั๋วร่วม จะดีที่สุด บางที่ตั๋วรถไฟ ใช้เป็นตั๋วรถเมล ใช้เป็นส่วนลด เข้าสถานที่ท่องเที่ยวได้ด้วย

และอย่าลืม ค่าที่เรียกคืนไม่ได้เลย ไม่ว่าจะได้ไป หรือไม่ได้ไป นั่นคือค่าธรรมเนียมของหนังสือเดินทาง ค่าธรรมเนียม VISA บางแห่งแพงเอาเรื่องเช่น 6000 บาท 8000 บาท ก่อนจะไปไหน ก็ต้องชั่งใจเอาเองว่าจะซื้อตั๋วก่อน หรือจะขอ VISA ก่อน ให้ปลอดภัยก็ควรขอหนังสือเดินทางก่อน และเหนือสิ่งอื่นใด เงินในบัญชี ที่มีตัวเลขเข้าออกสวยสวย พอให้เขาเชื่อได้ว่า เราเป็นผู้มีหลักแหล่งแน่นอน มีเงินมีทอง ไม่คิดจะหลบหนี หรือไม่กลับ ถ้าทำงานก็มีหนังสือรับรองการทำงาน หนังสือรับรองเงินเดือน ที่ต้องเตรียมไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย การขอใบอนุญาตเดินทางต่าง ๆ อย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนล่วงหน้าก่อนเดินทาง จะไม่มีการบอกว่า ซื้อตั๋วไปแล้ว ไม่ออกให้ฉันไม่ได้นะ ฝันไปเถอะครับคุณ ศึกษา website ของสถานฑูตให้ละเอียด อ่านให้เข้าใจว่าขั้นตอนต้องทำอะไรบ้าง ต้องเขียนอะไร ต้องเตรียมเอกสารอะไร ทำให้ครบ จะได้ไม่เสียเวลา ปัจจุบันทุกอย่างมีใน website หมด อ่านดีดี ทำให้ถูก รับรองไม่มีพลาดได้

เสื้อผ้า กระเป๋า ก็เตรียมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของเมืองที่จะไป กระเป๋าถ้าเพื่อนมีก็ยืมของเพื่อน กระเป๋าก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะ จะใช้แบบลาก แบบแบก แบบหิ้ว ขนาดกระเป๋าขึ้นกับจำนวนวันที่จะไปและขนาดของเสื้อผ้า ควรมีกระเป๋าใบเล็กเตรียมไปด้วย ใช้กระเป๋า เสื้อผ้า ที่แข็งแรง ทนทาน ไปพังที่โน้น จะไม่คุ้มเลย

ใครตีนเหม็นก็พกถุงเท้าไปเยอะหน่อย

แปรงสีฟัน น้ำยาบ้วนปากขวดเล็ก ยาสีฟัน สบู่เหลวขวดเล็ก แชมพูขวดเล็ก ที่โกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ ยัดลงกระเป๋าใบใหญ่ ยาแก้ไข้ แก้ปวด แก้หวัด แก้แพ้ ไฟฉาย กุญแจ Lock กระเป๋า หรือ Lock ตู้ กระดาษ ดินสอ เตรียมไว้จดไว้เขียน อย่าหวังพึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปทุกอย่าง

โทรศัพท์ อุปกรณ์ smart ทั้งหลาย อยากเอาไปก็เอา เตรียม Battery สำรอง เต้าเสียบไฟฟ้า ที่ใช้ได้กับทุกประเทศ sim card ไปหาเอาที่ประเทศปลายทาง ซื้อแบบที่ใช้ได้ทั้งโทร ทั้งเน็ต ซื้อเพื่อวันไว้ด้วย ไปเที่ยว 3 วัน ก็ซื้อเผื่อไว้ห้าวันเจ็ดวัน เป็นต้น บางทีค่าโทรหมดค่าเน็ตหมดใช้ไม่ได้ หาที่เติมเงินไม่ได้ ชีวิตจะเศร้า กระดาษและดินสอ หรือปากกา พกไว้ติดตัวตลอด เขียนไว้บ้างจดไว้บ้างเพื่อโทรศัพท์แบตหมด กล้องถ่ายรูปแบบที่ไม่ใช่กล้องมือถือ อันเล็กเล็ก พกไปก็สะดวก และจะดีในแง่ ที่ใช้มันถ่ายตัวเราเองได้ดีกว่ามือถือ เพราะมันวางกับพื้นได้ ตั้งเวลาถ่ายได้ ไปไหนถ้าไม่มีใครถ่ายรูปให้ก็ใช้ถ่ายตัวเองได้

สุดท้ายคือใช้ app ต่าง ๆ ที่มีให้คุ้ม app ตารางเวลาเดินทางของรถโดยสาร, app จดบันทึก เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืมว่าไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง รูปนี้ถ่ายที่ไหน วันไหน เวลาอะไร, app หาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งซื้อของ สถานที่สำคัญต่าง ๆ, ใช้ google maps ในการเดินทาง เพื่อจะได้ไม่หลง, app ซื้อตั๋วทัวร์

ของกินเล่น เช่น ถั่ว ผลไม้แห้ง พกใส่กระเป๋าไว้ หิวตอนไหนก็คว้ามากินได้ ไม่แพง ให้พลังงานได้ดี มีเงินเหลือก็เอาไว้ซื้อของฝาก ซื้อ Postcard เขียนถึงคนที่บ้าน ถึงเพื่อน ถึงตัวเอง

อ้อ แล้วก็อย่าลืมหนังสือ เพลง หูฟัง

เที่ยวไม่จำเป็นต้องเน้นถูกเสมอไป ใช้เงินให้เหมาะสมตามกำลัง กินที่ควรต้องกิน ไปที่ควรต้องไป ไม่ใช่เขียมทุกอย่างจนไม่สนุก หรือได้แต่นั่งมอง หรือฟังเขาเล่าทั้งที่ไปมาแล้วแต่ไปไม่ถึง

อะไรนะเงินจะไปยังไม่มี เก็บสิครับ เก็บเงิน ทำงาน ทำงาน กู้บ้างก็ได้ถ้าจำเป็น (อย่าลืมกลับมาใช้คืนด้วย)

คำถามสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด มันจำเป็นไหม? ตอบได้เลยว่า ไม่จำเป็นหรอกครับ คือไม่จำเป็นเลย ดังนั้นถ้าจะไม่ไป ไม่ขวนขวายก็ไม่ได้แปลกอะไร

ถ้าจะไป จะทำ นั่นก็เป็นโอกาสอันดีในชีวิตหนึ่งของคุณแล้วล่ะ เป็นตัวของตัวเอง ส่องมองลงไปและรับรู้ถึงความรู้สึกต่างต่างอย่างแจ่มชัด คุณจะอยู่ที่ไหนไปที่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่

เอาละ พร้อมกันหรือยัง ลุยกันเลยพวกเรา

เส้นทาง หลีกเลี่ยง รถติด ช่วงเทศกาล

วันนี้จะมาแนะนำเส้นทาง สายเหนือ – ภาคกลาง (บางกอก) สำหรับหลีกเลี่ยงถนนสายเอเซีย ช่วงนครสวรรค์ กรุงเทพ ซึ่งมักจะติดขัดเนื่องจากจำนวนรถที่มาก ระยะทางเส้นนี้ อาจจะไม่ได้ใช้เวลาน้อยกว่าทางสายเอเซียเมื่อเทียบกับการเดินทางปกติที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาล คือมีระยะทางประมาณ 237 กิโลเมตร จาก นครสวรรค์ ถึง วงแหวนตะวันตก (บางบัวทอง) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่สามารถใช้ความเร็วได้อย่างไม่ติดขัด อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ต้องหงุดหงิดจากรถติด หรืออาการปวดเมื่อยจากการขับรถ (สายเอเซียบางครั้งใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง)

เริ่มจากนครสวรรค์ แล้วแต่ว่าจะมาจากกำแพงเพชร หรือจากพิษณุโลก (พิจิตร) ถ้ามาจากกำแพงเพชร ก็วิ่งมาทางบายพาส จากนั้นเลี้ยวขวามาทางเส้น 3005 เพื่อไปยังโกรกพระ หรือถ้ามาจากพิษณุโลก เมื่อเข้านครสวรรค์ก็เลี้ยวไปทางไปกำแพงเพชร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 3005
จากนั้นก็วิ่งไปเรื่อยเรื่อยจนถึง อ. โกรกพระ จากนั้นวิ่งผ่านเส้น 3319 เพื่อต่อไปยังจังหวัดอุทัยธานี แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 3220 (มักจะมีป้ายบอกทางดังนั้นไม่ต้องกลัวหลง แต่ถ้ามากลางคืนก็คอยดูนิดนึง) จากนั้นจะเข้าตัวเมืองอุทัยธานี เราก็จะมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดชัยนาท ผ่านเส้น 333 3265 3183 เพื่อไปยังจังหวัดชัยนาทแบบไม่เข้าตัวจังหวัด (ผ่านวัดสิงห์) ระหว่างนั้นอาจมีทางปิด จากการก่อสร้าง หรืออะไรบ้างก็แล้วแต่ แต่ก็จะมีป้ายบอกทางเพื่อไปยังทางเลี่ยง วิ่งบนนถนนสาย 3183 ไปจนกว่าจะไป เจอสี่แยกสาย 340 (เลี้ยวขวาเพื่อไปยังสุพรรณบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองชัยนาท) จากนั้นก็ยาวละครับ วิ่งยาวผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี จนกว่าจะเข้าถึงกรุงเทพ ซึ่งก็จะมาเจอถนนวงแหวนทิศตะวันตก จะแยกเข้าปทุมธานี ปากเกร็ด แจ้งวัฒนะ ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ หรือไปทางบางบัวทอง นนทบุรี อ้อมยาวไปถึง บางแค สาทร พระราม 2 ได้ไม่มีปัญหาแล้วทีนี้

ดูแผนที่ประกอบ http://goo.gl/JusWvd

เส้นทางนี้เหมาะสำหรับช่วงปีใหม่ สงกรานต์ แม้รถจะเยอะ แต่วิ่งได้คล่องตัวและไม่ติดขัด มีโอกาสก็ลองดู แต่ช้าแต่ ถ้าแห่กันไปมากมาก ก็ไม่แน่นะครับติดได้เหมือนกัน ท่านก็ต้องเลือกจังหวะเวลาการเดินทางให้ดีละกัน

ขอให้มีความสุขกับการเดินทางครับ 🙂

Which World Cup team are you?

Which World Cup team are you?

ก็สนุกดีนะ ทายได้ตรงใจดีจัง ฮ่า ฮ่า ทีมโปรดเลย Germany
http://www.theguardian.com/football/quiz/2014/jun/12/world-cup-2014-team-quiz-england-germany-spain-holland-portugal?CMP=twt_gu

Congratulations. If you were a World Cup team, you would be GERMANY. That, my friend, is the best score you can get on this lowly quiz. You are a winner. You are powerful, successful and you rarely fail at anything. You are not afraid of confrontation, but you are smart enough to hold your tongue and keep the peace when required. You have too many strengths to mention in one short paragraph: you move with the times, you get things done, and people respect and fear you in equal measure. Perhaps you could work on being a little more spontaneous, but who couldn’t.

ยำยำ

25570522-103823-38303852.jpg

 

ยำยำ (YumYum) ช้างน้อย

คิดถึงวัยเด็ก มาม่าหมูสับซองสีเหลือง ยำยำช้างน้อยซองเล็กเล็กที่ราคาถูกกว่ามาม่าหมูสับ รสอื่นกินอร่อยสู้รสหมูสับไม่ได้

คิดถึงเพื่อน เหตุให้คิดถึงมีหลายเรื่อง วัยเด็กเมื่อต้องไปโรงเรียนนอกจากจะห่อข้าวจากบ้านไปกินแล้วก็จะมีขนม ที่ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ ที่หาได้ในสวน กระท้อน มะปราง มะกอก ทั้งแบบสด แบบดอง ส่วนเงินซื้อขนมมีบ้างแต่จำได้รางรางว่าได้ไม่บ่อยและไม่เยอะ ไม่เยอะเพราะ ไม่สามารถจะซื้อมาม่าหมูสับได้ แต่จะมีเพื่อนบางคน ที่ได้เงินมาโรงเรียนเยอะกว่าเรา เพื่อนที่ชอบซื้อ (กิน) มาม่าเปล่า ก็จะมีไม่กี่คน วัยนั้นหวงกันกินไหม ก็คงไม่มาก แบ่งกันกินไหมก็เป็นเรื่องธรรมดา อารมณ์เจียมเจียม เขียมเขียม ก็มีเป็นธรรมดาถ้าไม่มีเงินหรือมีน้อย เงินนี่มันสร้างอำนาจได้ตั้งแต่เด็กเลยนะนี่ 🙂

เวลาแบ่งกันกิน มาม่าเปล่า ที่ใส่ผงปรุงรส น้ำมันกระเทียมเจียว พริกป่นไม่ค่อยใส่ มันเผ็ด หลังจากบีบจนป่นแล้ว ต้องกำซองแน่นเวลายื่นให้เพื่อน กำแน่นแน่น ที่นี้ล่ะ เวลาจก ล้วงหยิบ ด้วยการใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือจับ มันก็จะหยิบได้แค่นิดเดียว (เหมือนแกล้ง) แน่นอน ถ้าไม่บีบ มันก็จะล้วงกันคำใหญ่ใหญ่เท่าที่มือจะจ้วงหยิบออกมาใส่ปากได้ ยิ่งกินยิ่งเพลิน มึงบ้าง กูบ้าง ต่างคนต่างซื้อกินก็คงจะพอมีอยู่บ้างแต่คงไม่สนุกเท่าที่แบ่งกันกิน จกกันจนใกล้หมด ยิ่งเหลือก้นถุงก็ยิ่งเค็มขึ้นเรื่อยเรื่อย จากรสของผงปรุง ขั้นตอนสุดท้ายก็เทใส่อุ้งมือ แล้วหยิบกินจนหมด จากนั้นที่ขาดไม่ได้คือเลียอุ้งมือตาม แล้วถ้าไม่กินน้ำแข็งใส่น้ำหวานตาม ก็ดื่มจากก๊อกน้ำของโรงเรียน ที่สร้างเป็นไว้หลายหลายก๊อกแล้วมีแท่นปูนเป็นราง(อ่าง) กว่าจะมีตู้น้ำกดนี่อีกหลายปีทีเดียว

ราคาสมัยนั้น ยำยำช้างน้อย ซองละ 1 บาท พวกมาม่าก็ประมาณ สองบาท หรือสองบาทห้าสิบสตางค์ สามบาท อ๋อ พลาดไม่ได้ ไวไว อีกยี่ห้อ อร่อยน้อยที่สุดก็ ยำยำ แต่ดีตรงราคาถูก เพราะซองเล็กกว่า

นอกจากนี้แล้วมันก็ยังถูกใช้เป็นของขวัญในการจับแลกของกันในเทศกาลต่างต่างของโรงเรียนด้วย นอกเหนือไปจาก สบู่ ผ้าเช็ดหน้า มันมีของขวัญอะไรไหม ที่พวกเราไม่ค่อยอยากได้กัน ไม่รู้ว่าไอ้เจ้าบะหมี่ซองนี่จะอยู่ในรายการนั้นด้วยรึเปล่า

เรื่องบะหมี่ซองนี่ เป็นอะไรที่บางทีเราก็โหยหามันตอนเด็กเด็ก เพราะต้องอาศัยกินที่โรงเรียน หรือไม่ก็บ้านลุง ที่บ้านยาย ไม่นิยมกิน นอกจากนานนานครั้งก็มีบ้างเหมือนกัน เพราะจริงจริงแล้วมันก็ดูจะเป็นอาหารกากกาก แต่ความอยากเลยทำให้มันดูดีขึ้นมาได้เหมือนกัน

เพื่อนที่ชอบกินได้ข่าวว่า บางคนก็ยังอยู่ บางคนก็ตายไปแล้ว ส่วนผมก็ชอบและยังไม่ตาย เลยมานั่งเขียนอยู่ที่นี่

ยำยำช้างน้อย อร่อยน่ารัก 😉

25570522-110826-40106040.jpg 25570522-110827-40107202.jpg25570522-110828-40108301.jpg

ไป Wendouree

25561204-090140.jpg

ตื่นแต่เช้า หกโมง อาบน้ำ เก็บของ กินข้าว กลัวจะตกรถไฟ รีบไปก่อนเวลา จาก flinders street station ซื้อตั๋ว ไปถึง southern cross station ตั้งแต่ เจ็ดโมงครึ่ง ก่อนรถออกตั้งครึ่งชั่วโมง แต่ดันเสือกนั่งรออยู่ตรงที่ลง เสือกไปจำผิดว่าเป็น platform 9 จริงจริงแล้ว มันคือชานชาลาที่มาถึง แล้วก็เสือกมั่นใจไม่ถามใครด้วยนะ มาร้อนตัวก็อีตอนถึงเวลาแล้วเนี่ยนะสิ ว่าเอะทำไมรถมันยังไม่มาวะ จริงจริงมองไปอีกฝั่งก็เห็นรถ v/line ที่ดูเป็นรถวิ่งระหว่างเมืองอยู่นะ แต่ก็ไม่ได้คิดเฉลียวใจสักนิด ที่สำคัญเน็ตหมดจะเติมเงินก็ขี้เหนียว 15$AUD ถ้าเติมด้วยบัตรเครดิตทาง online เลยตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย พอถึงเวลารถออก มองไปเห็นไอ้รถที่เราจะต้องไปกำลังเคลื่อนออกไป ซวยละกูพลาดแล้ว เดินขึ้นไป(ออกจากชานชาลา) ถามเจ้าหน้าที่ ไป Ballarat ขึ้นรถตรงไหน มันชี้ให้ดู โอ แม่เจ้า ชัดเลย สองฝั่งระหว่าง metro กับ regional กูพลาดอีกแล้ว ยืนมองกระดานเวลา เอาวะมีเที่ยวถัดไปตอน 0906 ไป Wendouree ช้าไปหนึ่งชั่วโมง พอทน เกรงใจเจ้าของบ้านฉิบหายเลย ต้องรีบบอกเขา เข้าร้านสะดวกซื้อตรงนั้นเติมเงินโทรศัพท์ไป 10$AUD ส่งข้อความบอก จบข่าว ก็เหมือนจะจบ mobile phone แบตเหลือน้อย ควานหา power bank charger จะมาเติม อ้าว หาไม่เจอในกระเป๋าก็ไม่มี ซวยอีกกูลืมไว้ที่ไหนวะเนี่ย ต้องโทรหาแอมมันก็ยังไม่ตื่น ฝากเอ็งไปดูที่โรงแรมให้ด้วยละกันโวย กูเพลีย ha ha ha

//ข้างบน เขียนใส่ ipod ตอนอยู่บนรถไฟ

Platform 9 คือลานจอดที่ถึง ไม่ใช่ลานจอดที่จะไป นี่ขนาดมีตารางเดินรถ มี App มีโน้นมีนี่เยอะแยะ จะว่าไปแล้วการใช้ common sense บางอย่างก็ยังจำเป็นอยู่ หลายครั้งที่ใช้ GPS Navigation ในการนำทาง ซึ่งที่สุดแล้วเวลาใช้ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ ดูมันก่อนแบบ Over All ดูในภาพรวมทั้งหมด ฟังตามคำแนะนำในเบื้องต้น แล้ววางมันไว้ ปล่อยให้ หู ตา จมูก กาย ใจ (ลิ้นไม่ต้อง) สัมผัส รับรู้และตัดสินใจ จะได้ผลดีที่สุดกว่าที่จะเลือกฟังหรือเชื่ออุปกรณ์ Hi-Tech ทั้งหมด ไม่ใช่ว่าของพวกนี้มีข้อผิดพลาด (มีบ้าง) แต่บางครั้งมันก็ผิดพลาดที่การแปลความหมาย การตีความของเราเอง แล้วถ้าไปจดจำมันไว้แบบผิดผิดละก็ ได้ลงทะเลแน่แน่ ดังนั้นมันก็จำเป็นต้องดูสภาพแวดล้อมที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนั้นด้วยว่าต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่แน่ ตอนไปซื้อบัตรเติมเงิน เห็นร้านขายเหล้าขายไวน์แล้วโวย อิ อิ ขากลับเจอกัน

สรุปหาแบตเตอรี่สำรองเจอในกระเป๋า ไม่ได้ลืม โชคดีไป เตรียมของอย่างดีไม่น่าจะพลาด แต่ตอนหานี่สิ มันไปซุกไปซ่อนอยู่หลืบไหนซอกไหนก็ไม่รู้ ตอนลงรถไฟ ไหนวะคนรับ ใช่เจ๊คนนั้นรึเปล่าวะ เหล่เหล่เข้าไปหา แกล้งลองเรียกชื่อ เอะ ไม่น่าใช่ อีเจ๊นั่งสูบบุหรี่ควันโขมง จะมานั่งหนาวอยู่ตรงชานชาลาทำไม เดินไปที่สถานี … เจอแล้ว ไชโย กูรอด ทักทายกันตามธรรมเนียม แล้วก็ขึ้นรถยนต์ไปที่บ้านพัก  //เล่าเพิ่ม

ปลา ลิง

เมืองนี้หาร้านขายเบียร์ไม่เจอเลย มีไวน์ขายในร้านกาแฟที่พิพิธภัณฑ์ที่ไม่ให้ซื้อกลับแต่ซื้อกินในร้านได้ เจอห้างแต่ไม่ได้เข้าไปดูเหมือนกันว่ามันมีขายไหม … นับเป็นข้อเสียของเมืองนี้อย่างยิ่ง ฮ่า ฮ่า นายกฯ ของเมืองควรปรับปรุงโดยด่วน

ห้องไหนดี

Female

 

Male

ห้องไหนก็ดีทั้งนั้น ถ้าจำเป็น

ประตูห้องน้ำชั้น ๖ Green House Backpacker Melbourne Australia

สัญลักษณ์ ชัดเจนนะฮะ หรือ จะเอาให้ชัดกว่านี้อีก?

ประตูเมืองหนาวนี่ ส่วนใหญ่จะมีกันสองชั้น คงเอาไว้กั้นความหนาว คือเปิดประตูเข้าไปแล้ว ก็ยังจะต้องเจอประตูอีก

แน่นอนที่สุดอาหารการกินส่งผลถึงกลิ่นเหมือนกันนะ 🙂 อยากดมไหมละ