ห่อหุ้ม

ต้องแบบนั้น
ต้องแบบนี้
ต้องอย่างนั้น
ต้องอย่างนี้
เป็นแบบนี้
เป็นแบบนั้น
นี่มันใช่
นั่นมันไม่ใช่

ใครกำหนด?
จากที่มันไม่เคยมี ไม่เคยเป็น ไม่เคยใช่ ไม่เคยไม่ใช่
มันเลยใช่ มันเลยเป็น มันเลยมีขึ้นมา

แล้วพอมันไม่ใช่ มันไม่มี มันไม่เป็น
เอาแล้วสิ …

เด็กไม่เคยมี เด็กไม่เคยเป็น เด็กไม่เคยใช่ เด็กไม่เคยไม่ใช่
แต่แล้ว เขาก็กลายเป็น มี เป็น ใช่ ไม่ใช่ แบบนี้ แบบนั้น
ทำไงได้ … ไม่เคยใช่ไหม กูจะยัดเยียดให้ ไม่เป็นใช่ไหมกูจะยัดเยียดให้
เพราะกูก็ถูกยัดเยียดมาแบบนั้นเหมือนกัน

ห่อหุ้มมันเข้าไป หนาขึ้น หนาขึ้น และหนาขึ้น
ลอกออกดีไหม

Advertisements

Refuse To Level Blame

ไม่กล่าวโทษ

พ่อแม่เต๋า

ปฏิเสธที่จะกล่าวโทษ

พวกเขาดูข่าวภาคค่ำ

โดยไม่ปริบ่น

พวกเขาเฝ้าสังเกตความล้มเหลวของคนอื่น

แต่ไม่เคยมองด้วยความสะใจ

เมื่อลูก

ทำให้ผิดหวัง

พวกเขายังคงสงบนิ่ง

พวกเขาบรรลุหน้าที่ของตนเอง

และไม่เคยกังวลเรื่องของคนอื่น

ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต่อว่าลูก

ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม

แน่นอนว่า เราสามารถชี้ข้อผิดพลาดได้

เราสามารถนทางเขาอย่างอ่อนโยนได้

ด้วยปัญญา

แต่การกล่าวโทษลูก

ในความผิดของเขา

หาใช่ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้น

ลองตรวจสอบบทสนทนาของเธอ

ในช่วงเจ็ดวันนี้

จดบันทึกในแต่ละครั้ง

ที่เธอบ่นหรือต่อว่า

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด

ลูกฟังเธออยู่

พวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะกล่าวโทษผู้อื่นอยู่

หรือเลือกที่จะทำอะไรอย่างสร้างสรรค์?

 

จาก

taoteching

แก้ที่ไหน

แก้ที่ไหน

น้องคนหนึึ่ง โดนด่ามา … คับแค้นใจมากมาย นอนไม่ได้ กินไม่ลงมา ๓ วัน เถึยงสู้ก็ไม่ได้ (คงจะคิดวนเวียนอยู่ทั้งวัน ทั้งคืน)
มาปรึกษา อยากหาทนาย …. เพราะศักดิ์ศรีสำคัญ

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิต ที่แม้แต่ Entrance ยังไม่เป็นขนาดนี้

เรื่องนี้ประมาณว่า ของแบบนี้มันต้องชดใช้ (ต้องไปฟังเพลงพงษ์พัฒน์ด้วย)

พึ่งรู้ว่า Entrance นี่มันยากเย็น เครียดขนาดเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบได้ (ในชีวิตไม่เคยได้เอ็นสะท้านอะไรกับชาวบ้านเขา นอกจากสอบเข้าเรียน สอบเข้าทำงาน แบบธรรมดาทั่วไป)

//

ไม่รู้เหมือนกันว่า มีเรื่องทะเลาะอะไร โดนด่ามาเรื่องอะไร เพราะไม่ได้ถามรายละเอียด ก็แนะนำทนายไปให้

หาทนายนะได้ ไม่ได้ยากอะไรเลย แล้วก็ไปต่อสู้กันต่อในศาล ผลจะออกมาอย่างไรก็ยังไม่รู้ตอนนี้ มันก็มี ยอมความกัน แพ้ หรือ ชนะกันไปข้างหนึ่ง เงินค่าทนายต้องเสียแน่ แน่ ค่าเดินทาง เวลา ฯลฯ ถ้าชนะก็คง สะใจ สบายใจ ดีใจ สมน้ำหน้ามัน ถ้าแพ้ก็ไม่รู้ว่าจะคับแค้นใจเพิ่มอีกหรือเปล่า อาจจะถามหาว่าความยุติธรรมในโลกนี้แม่งมีหรือไม่ หรือต้องใช้ศาลเจ้า ศาลเพียงตาแทน ศาลยุคนี้ก็นะชื่อเสียชื่อเสียง ไม่รู้จะพออุ่นใจได้ไหม

ครับ  แค้นนี้ ต้องเอาคืน แต่ถ้าแค้นนี้อยากหายขาดละก็
ลองอ่านดูนะ
http://www.visalo.org/article/dhammamata02.htm

ไม่เสียเงินค่าทนายเลย แต่ทำได้หรือไม่ได้ นั้นอีกเรื่องหนึ่ง
ปัญหาส่วนใหญ่คือไม่ได้ฝึกทำมาก่อน เจอเหตุการณ์จริงมักจะทำไม่ได้ผล หลวงพี่เค้ายกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็น บอกเหตุ บอกผล เฉลยคำตอบไว้ให้แล้ว แต่ วิธีทำหรือวิธีได้มาโดยละเอียด หลวงพี่ไม่ได้บอก และอย่างที่บอก ถ้าไม่ฝึกทำมาก่อนไม่มีทางทำได้ การจะมีสติได้ต้องฝึก สติในขั้นที่เป็นปัญญา ปัญญาแบบอ่อน อ่อน ก็พอช่วยได้แล้ว แต่ถ้าปัญญาอ่อน อันนี้ใช้ไม่ได้นะฮะ สติแบบที่ตัดขาดเฉียบพลัน มีแม้เพียงนิดก็ช่วยได้ แม้จะไม่ทันทีทันใด  สติแบบที่ไม่ต้องใช้ปัญญาที่เรียกว่าความคิดมาไคร่ครวญไตร่ตรองเหตุผลอะไรทั้งนั้น อ่านแล้วไปคิดทำใจก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่หายขาด อ้าว แล้ววิธีทำ ทำยังไง?

ไปหาทำกันเองโวย กูก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร

ขอให้พวกท่าน(มึง) รวมทั้งผม(กู)ด้วย ผ่านไปได้ทุกคน ไม่ต้องเสียเงินให้ทนายโดยไม่จำเป็น

สุดท้าย เราต้องจ้างทนายไหม … ถ้าใจเรามันเข้าที เข้าทางแล้ว ก็คิดด้วยเหตุผลที่จำเป็น วิเคราะห์หาทางเลือก โอกาสต่าง ๆ ถ้าต้องจ้าง เพื่อทำสิ่งต่าง ๆ ให้มันถูกต้อง ก็ทำไป ก็ไม่แน่ตอนนั้นอาจจะแค้นมาก เจอค่าจ้างทนายกับไปศาลอาจจะหายแค้น กูเก็บเงินไว้ไปเที่ยวดีกว่า ก็เป็นไปได้

สวัสดี วันเสาร์ ๒๕ พ.ค. ๒๕๕๖

Inception

Inception http://www.imdb.com/title/tt1375666/ โลกที่ซ้อนโลกและซ้อนโลกที่ซ้อนโลก

หรือจะ คาดการณ์กันแบบ Minority Report http://www.imdb.com/title/tt0181689 เราคิดกันไปเองหรือเปล่า หรือถูกอะไรล่อลวงอยู่

หรือจะ The Matrix http://www.imdb.com/title/tt0133093 กับคำถามที่ว่า โลกจริง อยู่ตรงไหน

หรือจะ Black Swan http://www.imdb.com/title/tt0947798 ที่ชวนให้สับสนกับชีวิตว่าจะอยู่ในด้านไหน

คุณกำลังสร้างตัวตนอะไรขึ้นมา คุณกำลังจิตนาการอะไรอยู่ในชีวิต คุณกำลังไหลไปกับกระแสของอะไร บางคนขยันสร้างจินตภาพ จะบอกว่าขยันก็ไม่เชิงนัก เพราะมนุษย์สร้างจินตภาพหรือสามารถที่จะคิด และคิดเป็นมาตั้งแต่มีชีวิต ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเริ่มคิดกันตอนไหน เมื่อชีวิตกำเนิดขึ้นมาจาก cell เล็ก เล็ก ตอนที่เรายังพูดไม่ได้เราคิดเป็นหรือยัง อันนี้ก็เกินสติปัญญาของผมจะบอกได้ เอาเป็นว่าส่วนใหญ่แล้วเราคิดว่า เราเริ่มคิดเป็นก็เท่าที่เราจำความได้นั่นแหละ จากนั้นเราก็ขยันคิด คิดกันทุกวัน ไม่ยอมหยุดแม้แต่ตอนหลับตอนนอน (ฝัน) เขาว่าฝันคือความคิดอย่างหนึ่ง เฮ้ย ฝันมันไม่ใช่เราถอดหัวออกไปตอนกลางคืนเหรอ … อันนี้ก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน ใครจะเชื่อทฤษฎีไหนก็ไปพิสูจน์ทราบกันเอง

ไอ้การคิด มันจะขยันคิดยังไง หรือคิดบ้าคิดบอ คิดดี คิดร้าย ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ไม่คิดสิแปลก ไม่อยากคิดหรือถ้าจะเลิกคิดก็คงจะมีแต่คนตาย ในโลกของความคิดนี่มันช่างกระเจิดกระเจิงไปได้ทุกทิศทุกทาง ยิ่งกว่าหมาหลง ในดงป่ากล้วย บางคราวเราก็ชอบเสียด้วยสิ คิดแล้วเคลิ้มยิ่งกว่าเมากัญชา คิดเรื่องงาน คิดถึงคนนี้คนนั้น คิดเลข คิดว่าเราเป็นอย่างโน้น คิดว่าเราเป็นแบบนี้ คิดว่าถูกหวย คิดว่าถ้าฉันรวย คิดว่ากูทำไมจน คิดว่ากูจะไปไหนดี คิดว่าจะทำอะไร คิดว่าไม่ทำอะไร คิด แล้วก็คิด ร้อยเรื่อง พันเรื่อง กี่เรื่องนับกันไม่ถูก คิดว่าใครต้องเป็นอะไร คิดว่าเขาดี คิดว่าเขาเลว  คิดอยู่ใน Matrix คิดอยู่ในโลกซ้อนโลก คิดไปถึงดาวอังคาร โอย จะคิดกันไปถึงไหน … เนี่ย แต่นั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่มันมาก่อนความคิด และหรือสิ่งที่มันเกิดขึ้นหลังความคิดนั้น นั้น ซึ่งมันมักจะย้อนกลับมาทำให้คิดได้ต่อเนื่องกันไปไม่หยุด โดยมีของแถมเป็นอารมณ์ ที่แสดงออกรับรู้ได้ทางจิตใจ มีของแถมออกมาเป็นการกระทำทางร่างกาย มีของแถมเป็นการพูดสื่อสารความหมายทางภาษาออกมา จากสิ่งที่คิด แน่นอนว่าก็มีทั้งดี ทั้งไม่ดี และทั้งแบบไม่เป็นอะไร คือไม่ใช่ทั้งดี และไม่ใช่ทั้งไม่ดี

ในโลกของความนึกคิด บางครั้งเราก็สร้างตัวตนของเราขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง แถมด้วยตัวละคร สารพัดที่สร้างขึ้นมาได้ยิ่งกว่านิยายหรือหนังทั้งหมดที่เคยสร้างกันมาในโลกใบนี้เสียอีก ดูหนังหุ่นยนต์แปลงร่างหรือหนังที่ยกตัวยอย่างมาตอนต้น หนังพวกนี้อาจจะต้องชิดซ้ายไปกับโลกที่เราสร้างขึ้นมาในความคิด และมันจะยิ่งน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อ ไอ้ตัวคิด หรือไอ้คนที่คิด มันรู้ไม่ทันหรือสังเกตไม่ทันว่า “กำลังคิด” “เกิดความคิด” และไม่รู้จักวิธีที่จะหลุดออกมาจากโลกซ้อนโลกนั้น (ใน Inception ต้องตกจากที่สูง หรือล้ม ถึงจะหลุดออกมาได้) นอกจากสร้างตัวตนแล้ว บางครั้งเรายังสร้างตัวละครอื่นขึ้นมา ทั้งที่เรารู้จัก (ส่วนใหญ่) หรืออาจจะไม่รู้จัก สร้างแล้วก็กำกับการแสดงเอง เขียนบทเอง ยังไม่พอร่วมแสดงไปกับตัวละครนั้น นั้น บางที จำแลงร่างตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครนั้น ซ้อนทับกันเข้าไปอีก จากเรา และ เขา เป็น เรา และเขาโดยเรา ฯลฯ แน่นอนว่าต้องมีตัวประกอบมาช่วยให้การแสดงเข้มข้นขึ้น เพื่อให้บทสมบูรณ์แบบ ก็จะต้องมีตัวร้ายโผล่ออกมา ในบทก็จะต้องมี บทรัก บทโศก บทตลก มีกันให้ครบทุกบทบาท ส่วนนางเอก กับ พระเอก จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ “กูเอง” ฮ่า ฮ่า หรืออาจจะเป็นตัวผู้ร้ายแต่ไม่รู้ตัวก็มี

เจ้าความคิดนี่มันสุดยอดจริง จริง ใครที่กำลังคิดว่า โธ่ ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ละก็ 🙂 หรือ “ฉันรู้ดีว่าฉันคิดอะไรอยู่” 😉 ฮิ ฮิ บางครั้ง ผมก็ได้แต่ยิ้ม ยิ้ม เมื่อได้ยิน อาจจะบอกในใจว่า กูไม่รู้โวย กูคิดไม่ทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า อยากจะเล่าว่า  รู้ว่าคิดอะไรอยู่ก็ไม่เจ๋งเท่ากับ รู้ตัวว่ากำลังคิด หรือรู้ว่า มันเกิดความคิดขึ้นมา หรือรู้ว่าได้คิดไปแล้ว ถ้าเป็นในหนัง Inception อาจจะต้องเอาลูกข่างมาหมุนดู ว่าเอะ ตอนนี้ตัวกูอยู่ไหนวะ อะไรทำนองนั้น  อย่าลืมว่า ผลที่มันต่อเนื่องมาจากความคิด หรือการกระทำนอกเหนือจากเจ้าตัวคิด ยังมีอีกหลายขั้นตอน และหลายแบบ หลายอย่าง ที่ยังไม่ได้เขียนบอกในนี้ เอาเป็นว่า ทุกวันนี้ ผมคิดว่าตัวเองถูกหวย เป็นร้อยล้าน แล้วเอาเงินไปซื้อคอนโด กับรถ BMW ขับ นี่ก็เคลิ้มละ คริ คริ

คุณกำลังอยู่ใน Matrix

หรือตอนนี้คุณอยู่ใน Inception ไหนแล้ว

เฮ้ย เอ็งกำลังคิดอะไรกันอยู่วะ ?

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเราควรมีภาพประกอบ เคยได้ยินไหมว่า ภาพหนึ่งภาพนั้นสามารถแทนคำได้เป็นพันคำ ฮิ ฮิ ฮิ

I love women

ถ้ายังกลัวจะไม่เข้าใจ จะตามไปส่องกันต่อก็ได้นะ http://pinterest.com/nickimaxi1/photos/ ฮ่า ฮ่า

ปล. มีเรื่องระหว่างบรรทัดที่ไม่ได้เขียนในนี้ เพราะไม่อยากเขียนถึง และนั่นก็ปล่อยให้เป็นจินตนาการของคนอ่านไปคิด(เอง) หรือจะไปคิดไปเออไปเอากันเองก็ตามใจ

ส่วนผมตอนนี้กำลัง งง งวย กับการจัดช่องใหม่ของ ทีวีดาวเทียม หนังมันอยู่ช่องไหนบ้างวะเนี่ย ผมอยากดู ดู ดู

Copy Left Copy Right

ลิขสิทธิ์ คือ อะไร ผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขามากมายหรอก ใครอยากรู้ไปหาอ่านเอาเอง โน้น กรมทรัพย์สินทางปัญหา เอ้ย กรมทรัพย์สินทางปัญญาโน้น (ผมพิมพ์ผิดจริง จริง นะ ไม่ได้แกล้ง / แล้วคุณเชื่อไหมว่า google มันรู้ว่าต้อง “ทรัพย์สินทางปัญญา” และหาคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญหา” ไม่เจอซะด้วย) จะลิขสิทธิ์ จะสิทธิบัตร ก็ว่ากันไป

เอาเป็นว่า มันก็เป็นเรื่องของการที่จะคุ้มครอง สิ่งที่คนคิด คนสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อที่เขาจะได้เอาไปทำมา หากิน สะสมทรัพย์ หรือความอะไรก็แล้วแต่ที่เขาว่ามันยุติธรรมสำหรับเขา ใช่แล้วคนเราต้องกินข้าว หลายคนก็ต้องกินข้าว ต้องมีบ้าน ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม ต้องมียารักษาโรค ต้องมีโทรศัพท์ ต้องมีคอมพิวเตอร์ ต้องมีเครื่องเสียง ต้องมีชุดรับแขก ต้องมีรถยนต์ ต้องมีจักรยาน ต้องมีทีวี ต้องมีไอพอด ต้องมี… (ฉิบหายละ จะมีกันไปถึงไหน //ผมก็อยากมี) แล้วเมื่อครั้นจะมีของที่อยากได้ มันก็ต้องแสดงตัวว่า “อันนี้ กูทำ” ใครอยากได้ต้องซื้อ ถ้าไม่ซื้อ ต้องให้กูบอก ยกให้ใช้ก่อน ถึงจะเอาไปใช้ได้ ไม่งั้น “กู ไม่ให้”

จำเป็นต้องมีไหม “จำเป็นสิ” ก็อย่างที่บอก คนเราต้องกินข้าว แล้วสมัยนี้ เราก็ไม่ได้ไปทำนาปลูกข้าว หาจับปลา ยิงเก้ง มากินได้เองที่ไหน ต้องเอาเงินที่เราสมมุติขึ้นมาไปแลกเอาไอ้ของพวกนี้มา แล้ว ณ ที่นี้ มันจะไปหาความพอดีได้จากตรงไหนละ

ยาก !

ไอ้ความพอดี ก็ไม่รู้ว่ามันพอดีของใคร แถมโลกใบนี้ก็มีอะไรใหม่ ๆ มีเครื่องมือใหม่ ๆ มาอยู่เรื่อย เช่น ศาลฎีกาสหรัฐให้ ‘สุภาพ เกิดแสง’ ชนะคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ขายหนังสือมือสอง หรือจะการเกิดของ Peer to Peer อย่าง BitTorrent  การแบ่งปันไฟล์ การเกิดของ Cloud Computing หาความพอดีได้ยาก ก็ว่ากันไปตามแต่ “ความเป็นของกู” มันจะยุติธรรมสำหรับเขาหรือไม่

อีกด้านหนึ่งก็เกิด สิ่งที่เรียกว่า Open Source ขึ้นมา (ไปหาอ่านเอาเองอีกเหมือนกันว่ามันคืออะไร) นั่นคือสิ่งที่เขาบอกว่า แบ่งปันได้โวย แต่เอ็งเอาไปแล้วต้องแบ่งให้คนอื่นด้วยเหมือนกัน แต่ก็นั่นละนะ ในโลกนี้ ส่วนใหญ่ หรือแม้แต่คนที่ไปเอาของเขามา แต่ก็ไม่ได้ซึมซับแนวคิดอย่างลึกซึ้งถึงแก่นอะไร เพราะมันก็มีความโลภ ความหวง ความห่วง ความสารพัดจะความ มันก็ไม่ได้ทำอย่างที่แนวคิดของต้นตำรับเขา นักพัฒนา Software หลายเจ้าในไทย นำ Open Source Software มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำมาหากินค้าขาย เยอะแยะ แต่ก็ไม่เคยเห็นคนเหล่านี้จะสร้างสรรค์อะไรกลับคืนให้สังคมที่เรียกว่า Open เลย แถมเผลอ เผลอ ยังทำผิดเงื่อนไข ที่ไปรับเอาของเขามาเสียด้วยซ้ำ เอาละอาจจะอ้างได้ว่า ส่วนที่ทำขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับของเดิมเขา เป็นการทำเพิ่ม เขามีสิทธิที่จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ได้ คุณรู้ไหมว่า บางหน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกับการนำ Open Source Software มาใช้ แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ได้กระตือรือร้น ในการที่จะเผยแพร่ผลงานแบบเปิดเผย เปิดเผย คือไม่ใช่การให้ download แต่รวมถึงการสนับสนุน การทำคู่มือ การสารพัดการ ที่มันสามารถให้คนอื่นนำไปใช้งานได้จริง ในขณะเดียวกันคนอย่างเรา เรา ก็ใช้ประโยชน์กับแนวคิดนี้ ที่มีคนทำไว้อย่างสบายใจเฉิบ แถมพอทำได้ก็ยังจะแสดงตนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของขึ้นมาเสียด้วยซ้ำไป

มันไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของใหม่หรอก โลกมันเกิดมาไม่รู้กี่ล้านปี ถ้ามันจะนับเป็นเวลา และมันก็อุบัติของมันไปตามเรื่องตามราวนั่นแหละ มันแค่รอเวลาในการไปเจอมันเข้าก็แค่นั้นเอง แล้วมันจะใหม่ตรงไหนก็ในเมื่อมันก็มีของมันตรงนั้นอยู่แล้ว  ก็ในเมื่อเราก็ไม่ได้พกเอาอะไรมา หรือเสกมันขึ้นมา ก็อย่าไปหวงเป็นของกูกันให้มันมากเกินไปนัก

สำหรับเรื่องลิขสิทธิ์อีกเรื่องก็คือ แม้ว่า การที่เราจะไปเอาอะไรของใครมาเขียน มาเล่า มาบอก มาอะไรต่อมิอะไรก็ตาม เช่น เอาข้อความจากในหนังสือ จากในอินเทอร์เน็ต แล้วบอกว่าได้อ้างอิงถึงแหล่งที่มาแล้ว แค่นั้นมันไม่พอหรอก จะบอกให้ เพราะถ้าเอาตามจริงแล้ว เราไม่สามารถคัด หรือลอก สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาได้เลย ถ้า !!!

ถ้า ไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ก่อน !!! ขอในที่นี้คือ ถ้าเอ็งไม่เขียนไปขอ โทรไปขอ ฯลฯ แล้วเขาได้เขียน หรือเอ่ยปากอนุญาต แล้ว … ไปเอามา ผิดทั้งนั้น แต่ ก็บอกแล้วว่าความพอดี ก็แล้วแต่ความพอใจด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือว่า ได้ช่วยเหลือกัน เจ้าของเองก็ได้ประโยชน์ด้วยเหมือนกัน ในบางกรณี

มันก็มีเรื่องของคนใจกว้าง และไม่อยากให้ใครละเมิดใครต่อใคร ออกแบบแนวคิดอีกอย่างที่เรียกกันว่า Creative Common ประมาณว่าเอ็งอยากเอาไปทำอะไรก็ทำ จะเอาไปขายก็ได้ จะเอาไปดัดแปลงก็ได้ ถ้าข้าอนุญาต แต่อย่างน้อย น้อย ก็คือ เอ็งเอาไปได้เลย ข้าไม่ว่า หรือจะเพิ่มเป็นเงื่อนไขว่า เอ็งต้องให้คนอื่นเช่นเดียวกันนะ หวงไว้เองไม่ได้ แล้วที่สำคัญเอาไปโดยไม่ต้องขออนุญาต “เอาไปเลย เอาไป เอาไปเอาไปได้เลย” (เพลงนี้ใครรู้จักบ้าง)  ไม่ต้องขอโวย

สรุปว่า ก็ไม่รู้จะหวงกันทำไม ถ้าไม่ได้เอาไป ทำมาหากิน ขายเป็นเงินเป็นทอง เลี้ยงชีพ โดยเฉพาะถ้า มันเป็นการหวง แบบ “นี่ของกู” “ของกู” “ของกู ได้ยินไหม” ซึ่งไอ้แบบนี้ มีแต่จะสร้างความบ้าขึ้นมากับตัวเองเสียมากกว่า ที่จะเอาไปใช้ทำมาหากินแบบยุติธรรมกับตัวเอง

สำหรับผมนะหรือ ไอ้ที่ผมคิดได้ สร้างสรรค์ได้ ผมก็อยากเอาไปแลกเงินสักพันล้าน มาอยู่หรอก แต่ถ้าพวกคุณ (พวกมึง) จะเอาไปทำบ้าบอคอแตกอะไร จะเอาไปแต่พองาม หรือตามสะดวก ตามลำบากก็เอาไปเถอะ ผมใจกว้างพอสมควร แม้ จะมีตาขวาง ว่า “ของกู” ในบางเวลาก็เหอะ เวลาที่ไม่มี “ของกูนะโว้ย” มันก็สบายใจดี เฮ้ย นี่กูสร้างสรรค์ให้พวกมึงได้ เอาไปใช้นะโวย ภูมิใจลึก ๆ ขึ้นมาอีก โดนหลอก ให้ หางตั้ง ขนพอง ขึ้นมาอีกจนได้ ฮ่า ฮ่า  ฮ่า

เลื่อน เคลื่อน ย้าย

ช่วงเดือน สองเดือนที่ผ่านมา ที่ทำงานมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ หลังจากที่ มีการบอกกล่าว แนวคิดมาตั้งแต่ ไตรมาสสองของปี ๒๕๕๕ และพึ่งมีผลเป็นรูปธรรมเมื่อ มกราคมนี้ แน่นอนว่า มีการเปลี่ยนแปลง สับเปลี่ยน ยุบหน่วยงาน เพิ่มหน่วยงาน ในส่วนของผู้บริหารก็มีการ เลื่อนตำแหน่ง ออกจากตำแหน่ง ยุบตำแหน่ง  สำหรับพนักงานทั่วไป การโยกย้ายปรับเปลี่ยนไปทำงาน แผนกอื่น เปลี่ยนส่วนงาน ก็มีทั้งที่รู้ตัว ไม่รู้ตัว  เกิดความหวาดระแวง ความไม่เข้าใจ ความกลัว กังวลใจ และไม่แน่ใจว่า ที่ตนอยู่เดิม หรือที่จะต้องไปอยู่ใหม่ จะเป็นอย่างไร

มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เช่น เขาทำผิดอะไร ทำไมฉันจึงต้องมาอยู่ตรงนี้ ต้องไปอยู่ตรงโน้น ฉันอยากทำโน้น ฉันไม่อยากทำนี่ ฯลฯ

อยากจะบอกว่า ทุกอย่างมีเหตุ มีผลของมันเสมอ อาจจะเป็น เหตุผลของมึง หรือ เหตุผลของกู ก็แล้วแต่ แต่มันก็มีเหตุและผล ขึ้นมาไม่ว่าจะเหตุผลของใครก็ตาม

มีคำถามว่าแล้วทำไมเขาถึงไม่มีการบอกกล่าว ปรึกษาหาทางออกที่จะทำให้ทุกคนพอใจ นั่นนะสิ เราจะคาดหวังสิ่งนี้ได้จากทุกส่วนงานในองค์กรขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็กได้ไหม ที่ทำแล้ว ทุกอย่างลงตัว ทุกคนพอใจ

คนที่ไม่เคยโดน ก็คงเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ลำบาก บางคนที่ไม่เคยโดนกับตัวเอง แต่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ ก็จะสบายใจ แล้วนั่งดูความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างสบายใจ ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรมากมาย เพียงแค่เตรียมการและปรับตัวเข้ากับสิ่งแปลก แปลก ใหม่ ใหม่ และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หรือไม่ก็มอง นั่งอมยิ้ม เฝ้าดูผู้คนที่ดิ้นรน ตัดพ้อ กับสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจ หรือไม่สมใจอยาก

อยากจะบอกว่าเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วถ้าท่านไม่อยากที่จะต้องได้รับบทเรียนแบบนี้ ไปพร้อมกับการที่จะต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ละก็ ให้รีบศึกษาถึงสภาวะแบบนี้ เสียแต่วันนี้ว่าการ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข แล้วนั้นก็ต้องมีการเกิดของสิ่งตรงข้ามกันเสมอ คือท่านก็จะเกิด เสียลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ มันก็จะเกิดคำถามในใจขึ้นมาว่า  “แล้ว กูผิดอะไร”  ถึงเวลานั้น ใครที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ มันจะมึน คิดอะไรไม่ออก เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ แล้วทำให้เป็นแรงผลักให้ดิ้นรนไปต่าง ต่าง นา นา คิดหาทางออกสารพัด หาทางที่จะไป หรือไม่ก็ยอมจำนน อย่างคับแค้น ทำการระบายถ่ายทุกข์ไปด้วยวิธีหลากหลาย

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไร ก็ลองดูตัวอย่างจากรุ่นพี่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในวันที่ ๓๐ กันยายน และ วันที่ ๑ ตุลาคม ตอนอายุ ๖๐ ครบกำหนดที่ต้องเกษียณ ออกจากการทำงานในองค์กรดูเถิด แค่ชั่วข้ามวัน ทุกอย่างที่เป็นอยู่ ก็หายวับไปกับตาทั้งหมด แล้วส่ิงที่หมายมั่นปั้นมือว่าใช่เหล่านั้น มันจะยึดโยงอยู่กับอะไร ที่จะบอกได้ว่ามันใช่อย่างที่เรากำลังคิดอยู่เมื่อเราสมหวัง ผิดหวังอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้

ฅนช่างพูด

อย่างไรก็ตาม จะให้เขาหยุดพูดเลยไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นธรรมชาติของเขา ที่ควรทำก็คือ ฝึกสอนให้เขาพูดแต่สิ่งดีมีประโยชน์ ละเว้นคำพูดที่เกิดโทษ ไร้ประโยชน์ ให้รู้จักตรึกตรองถ่องแท้ก่อนจะพูด ส่วนคำพูดบ่นหรือเพ้อฝันไร้สตินั้นเลิกเสียก็ดี

หากทำได้อย่างนี้ก็นับว่าการฝึกอบรมเขาได้ก้าวหน้ามาหลายขั้น ทำให้ชีวิตมีอุปสรรคระหกระเหินน้อยลง เป็นประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

อุบายหรือเคล็ดลับในการฝึกสอนเขามีอย่างไรบ้าง

อยากให้เขาพูดดี เราต้องคิดดี พูดดี ทำดี เป็นตัวอย่าง

คิดดี คือการมองโลกมองคนในด้านดี ยอมรับเสียก่อนว่าทุกคนเท่ากันในสิทธิความเป็นมนุษย์ เราปรารถนาความสุข คนอื่นก็เหมือนกัน พร้อมที่จะให้อภัยในความผิดพลาดและล่วงเกิน เพราะเราเองก็เคยเป็นเช่นนั้น

พูดดี คือไม่หลอกลวง ไม่ป้ายร้าย ไม่รุนแรง ไม่เพ้อเจ้อ

ทำดี คือ ไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียด แต่เกื้อกูลด้วยปรารถนาให้ทุกผู้คนเป็นสุข

เมื่อเราเองทำตัวอย่างที่ดีเช่นนี้ได้แล้ว ก็วางใจได้ได้ในพฤติกรรมของเขา หากเราเองยังทำไม่ได้ดีพอ ก็ไม่ควรจะไปลงโทษว่าเขาไม่ดีอย่างเราต้องการ เพราะเขาคอยเอาอย่างเราอยู่

เมื่อเขาพล่ามเพ้อน้อยลง คำพูดมีสาระมากขึ้น รู้จักจังหวะนิ่งและคอยฟัง มีสติมากขึ้น ก็จะเลิกส่งเสียงดัง และไม่ทำให้เกิดความขายหน้าและยุ่งยาก โดยตะโกนผ่านปากออกไปบริภาษหรือทะเลาะกับผู้อื่น

บางส่วนจากหนังสือ รู้สึกนึกคิด ระวี ภาวิไล

ไอ้กระผมนะหรือสันดานปากไม่ดีนักหรอก แต่คิดดีก็พอจะได้อยู่ นั้นเป็นข้อเสีย เพราะถึงแม้เรื่องที่พูดจะมีประโยชน์แต่ทำให้ผู้ฟังไม่พอใจได้ มันเลยเป็นเหตุให้  ไปสร้างเหตุต่อ

ท้ายสุด ผู้ที่เตรียมจะมีปัญญาย่อมเข้าใจว่า “เขา” เป็นอะไร “เขา” คือใคร