Chain of Custody

จากคดีนี้ http://freedom.ilaw.or.th/case/176 ศาลฎีกา ยกฟ้องจำเลย ในคดี 112

จากประโยคที่ พยานผู้เชี่ยวชาญให้การว่า

“ทนายความถามว่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ตามเอกสารที่ดูนี้ถูกต้องหรือไม่ น.ต.กิตติพงษ์ ขอดูเอกสารอีกรอบ ก่อนตอบว่า เวลาเราจะตรวจดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะต้องทำการบันทึกสำเนาฮาร์ดดิสก์ แล้วเวลาตรวจจะไม่ตรวจที่ฮาร์ดดิสก์ต้นแบบ แต่จะตรวจตัวสำเนา และต้องมีการทำแฮชชิง (Hashing) ซึ่งการทำแฮชชิงนี้เหมือนกับลายนิ้วมือของข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งฮาร์ดดิสก์แต่ละลูกจะมีแฮชชิงไม่เหมือนกัน การทำแฮชชิงนั้นเพื่อบอกว่าข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ต้นแบบกับฮาร์ดดิสก์ลูกสำเนา ที่คัดลอกมาเหมือนกัน และหลังจากตรวจเสร็จแล้ว จะต้องทำแฮชชิ่งอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันว่าข้อมูลไม่มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข”   — chain of custody

นี่ คือสิ่งที่ผมพยายามให้ความรู้แก่คนทั่วไปมานานแล้ว ในฐานะที่เคยได้ไปอบรมมาแค่เวลาสั้นสั้นแค่ 6 วันในเรื่อง computer forensic ซึ่งสำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์พื้นฐานมาก่อนเรียนแค่นี้ ก็พอจะได้ความรู้เบื้องต้นที่สำคัญ(มาก) เกี่ยวกับเรื่องของหลักฐานทางดิจิตอล ซึ่ง เมื่อก่อนปัญหาเหล่านี้ไม่มีใครพูดถึงกันเลย แต่ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนำเอากฎหมายมาใช้ผิดไปจากเจตนาของการเขียนอย่างชนิดที่ไปกันคนละเรื่อง เลยทีเดียว (เทียบกับการนำไปใช้ในเรื่องหมิ่นประมาท) ยกตัวอย่างเช่น พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ลองไปถามคน NECTEC ที่ร่างกฎหมายนี้สิ ว่าจุดประสงค์ของเขาตอนที่อยากให้มีกฎหมายนี้ เอามาเพื่ออะไร ใช่เอามาใช้กับเรื่องหมิ่นประมาทเป็นหลักหรือไม่?

คดีที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ที่เคยตามข่าว ใจหนึ่งก็เคยคิดอยากจะไปช่วย แต่ด้วยภาระปากท้องของตัวเองก็จนใจจริง จริง

สำหรับกรณีนี้อีกหน่อยพวก พนักงานสอบสวนคงไหวตัวทัน รวมถึงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานต่าง ๆ ด้วย (อัยการก็ด้วย)  มองในแง่นี้ซึ่งมีทั้งด้านดี ด้านร้าย ด้านดีแน่นอนความความเป็นธรรมในการพิสูจน์หลักฐานการกระทำความผิด ก็จะดีขึ้น การสร้างพยานหลักฐานเท็จลำบากขึ้น (ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้) ด้านร้าย เมื่อรู้แบบนี้ การจะสร้างหลักฐานเท็จหรือการพยายามเอาผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะพยายามปกปิดจุดอ่อนเหล่านี้ เพื่อให้เมื่อมีการสู้คดีในชั้นศาล ก็จะมีความได้เปรียบ หรือมองไปอีกด้าน ถ้าผู้ต้องหา (สมมุติว่าเขาทำผิดจริง) ยกเอาประเด็นเหล่านี้มาต่อสู้ ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น ศาลอาจยกฟ้อง?

เชื่อ ได้ว่าหลายคดีที่เกิดขึ้น บางครั้งก็สร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายโดยที่ศาล (ผู้พิพากษา อัยการ ทนาย) เองก็มีความรู้น้อยหรือไม่มีเลย และตามไม่ทันเรื่องเทคโนโลยี ถ้ามีเวลาว่างท่านเหล่านี้ควรไปเรียนเพิ่มเติมกันบ้างเถอะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา หรือ อัยการ หรือ ทนาย ค้นหาคำว่า computer forensic ใน google ดูก็ได้นะท่าน ตัวอย่างแถมให้อีกอัน https://www.ncjrs.gov/pdffiles1/nij/199408.pdf เรื่องพวกนี้ต้องเรียนกันอย่างเข้มข้นเอาจริงเอาจังมากขึ้น แม้แต่ผู้ที่เรียกว่าผู้เชียวชาญเองก็พลาดได้หรือรู้ไม่จริงในบางเรื่อง

เหนื่อยใจมากที่เห็นคนต้องติดคุกกันโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด (ประกันตัวก็ไม่ได้)
แม้ จะรอดมาได้แต่ต้องติดคุกเป็นปีปี คิดดูสิ นี่ดีที่ว่าผู้ต้องหาเองเป็นคนที่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์นะ ถึงสามารถแก้ต่างให้ตัวเองได้ด้วย แล้วคิดดู ผู้ต้องหาบางคนอย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลย เอาแค่โทรศัพท์มือถือยังใช้ไม่ค่อยจะเป็น แล้วจะเอาอะไรไปต่อสู้กับเขา (คุณกล้ามีเรื่องกับตำรวจ? ศาล?)
บางคดีตัดสินเอาผิดกันเป็นสิบปี
หลักฐานแย่กว่านี้อีก แต่เจ้าหน้าที่หรือกลุ่มคนบางคนยินดีที่สามารถจะรังแกคนไม่มีทางสู้(ขาดความรู้) ดูแล้วน่าอดสูมาก

อ่านเรื่องเต็มใน link http://freedom.ilaw.or.th/case/176 

Advertisements