เที่ยวคนเดียว ไม่เปล่าเปลี่ยวเอกา

เที่ยวคนเดียว ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เหตุผลที่จะเที่ยวคนเดียวก็มีหลายอย่าง

อย่างแรก ขืนรอพรรคพวก หรือคนร่วมทาง ร่วมเที่ยว ก็ไม่ได้ไปสักที ไม่ว่าจะเป็น เวลาว่างที่ไม่ตรงกัน ไม่มีเงิน ไม่เอาไม่ชอบไป อยากพักแบบนี้ อยากไปแบบโน้น จะไปที่นี่ที่นั้น จะกิน จะไม่กิน กลัว ฯลฯ

เป็นยังไงละครับ นี่ยังน้อยนะ

อย่ากระนั้นเลย ไปมันคนเดียวนี่แหละ

ไม่เหงา? ไม่กลัว?

โธ่ โตป่านนี้แล้ว ยังจะต้องกลัวอะไร

แต่ ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงในการเที่ยว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเตรียมตัวให้ดี และสร้างแรงบันดาลใจให้เพียงพอที่จะทำให้สำเร็จ

นอกเหนือจากนี้ก็เริ่มจากง่าย ง่าย ก่อน ไม่ใช่ครั้งแรกก็จะไปขั้วโลกเหนือกันเลย

เอาเป็นว่า ลองไปดูหนังคนเดียว กินข้าวคนเดียว (ในที่ใหม่ใหม่)

ไปต่างจังหวัดใกล้ ๆ หรือ ไกล ไกล ก็ได้ แบบไปคนเดียว หรือ สองคน พักแบบ Guest House กาง Tent อะไรทำนองนี้

คุยกับคนแปลกหน้า เช่น ฝรั่ง คนต่างถิ่น เมื่อมีความมุ่งมั่นแล้ว ก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากจะไปไหน เอาที่เขาไปกันแล้วนี่แหละ ถึงแม้คนจะไปกันมากมายแล้วก็ตาม แต่มันมีทางให้สำหรับเราเสมอ เอเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย เหล่านี้ล้วนสะดวกและง่ายต่อการเดินทาง ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากเมืองไทย การเดินทาง (ปลายทาง) ที่สะดวก โดยเฉพาะยุโรป ที่มีรถไฟ ไปได้เกือบทุกเมือง

เมื่อได้จุดหมายแล้ว ก็กลับมาดูเงินในกระเป๋า ถูกต้องแล้วครับ ไม่มีเงินทำอะไรไม่ได้แน่นอน เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ

1. ค่าตั๋วเดินทางไปกลับ (เครื่องบิน)

2. ค่ากิน แต่ละวัน

3. ค่าที่พัก แต่ละคืน ถ้าพักบ้านชาวบ้าน แบบ couchsurfing ก็ประหยัดส่วนนี้ไปอีก

4. ค่าเดินทางท่องเที่ยว ค่าธรรมเนียม ค่าบัตรผ่าน ค่ารถในท้องถิ่น

5. ของที่ระลึก ของฝาก

6. ถ้ายังไม่มีกระเป๋า ไม่มีเสื้อผ้า (กันหนาว) ก็ต้องเตรียมส่วนนี้อีก

7. ค่า VISA

นั่นละครับ เงินที่ต้องใช้ ในทุกข้อมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งนั้นแล้วแต่เราว่าจะทำหรือไปหรือกินมันด้วยวิธีไหน

ตั๋วเครื่องบินในบางเดือนบางสถานทีก็จะถูก ใช้เครื่องมือในการค้นหาเช่น skyscanner หรือ web อื่น ๆ เกี่ยวกับการจองตั๋ว หาตั๋ว ในการหาตั๋วราคาถูก

เรื่องกิน วิธีประหยัดคือ ถ้าพักโรงแรม กินมื้อเช้าที่โรงแรม พัก hostel ซื้อของสดลดราคาที่ Super Market มาทำกินเอง พักกับบ้านชาวบ้านถ้าเขามีให้กินก็กินกับเขา แต่ ถ้ามีโอกาส หากินดีดีสักมื้อสองมื้อ อย่าขี้เหนียวมากเกินไปนัก

ที่พัก ดูจาก TripAdvisor, Agoda, Couchsurfing พัก Hostel มีข้อดี (ถ้าไปคนเดียว) คือ ไม่แพงมาก มีที่ทำอาหาร ส่วน Couchsurfing นี่ประหยัดสุดสุดแน่นอน แต่ แต่ อันนี้ คาดหวังอะไรไม่ได้ แล้วแต่เจ้าของที่พัก บอกได้คำเดียวเลย อาจจะได้นอนโซฟา นอนเตียง เจ้าบ้านทำกับข้าวให้กิน ไปรับ ไปส่ง หรืออาจจะไม่มีอย่างที่ว่าเลยก็ได้ หรืออาจจะไปเจอคนเฮงซวยก็ได้ อันนี้เสี่ยงเอาเองตัวใครตัวมัน ระบบของ Couchsurfing ก็มีตัวช่วยระดับหนึ่ง ที่ช่วยคัดกรองให้เรา

ค่าเดินทาง ซื้อตั๋วไปกลับ ตั๋ววัน ตั๋วร่วม จะดีที่สุด บางที่ตั๋วรถไฟ ใช้เป็นตั๋วรถเมล ใช้เป็นส่วนลด เข้าสถานที่ท่องเที่ยวได้ด้วย

และอย่าลืม ค่าที่เรียกคืนไม่ได้เลย ไม่ว่าจะได้ไป หรือไม่ได้ไป นั่นคือค่าธรรมเนียมของหนังสือเดินทาง ค่าธรรมเนียม VISA บางแห่งแพงเอาเรื่องเช่น 6000 บาท 8000 บาท ก่อนจะไปไหน ก็ต้องชั่งใจเอาเองว่าจะซื้อตั๋วก่อน หรือจะขอ VISA ก่อน ให้ปลอดภัยก็ควรขอหนังสือเดินทางก่อน และเหนือสิ่งอื่นใด เงินในบัญชี ที่มีตัวเลขเข้าออกสวยสวย พอให้เขาเชื่อได้ว่า เราเป็นผู้มีหลักแหล่งแน่นอน มีเงินมีทอง ไม่คิดจะหลบหนี หรือไม่กลับ ถ้าทำงานก็มีหนังสือรับรองการทำงาน หนังสือรับรองเงินเดือน ที่ต้องเตรียมไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย การขอใบอนุญาตเดินทางต่าง ๆ อย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนล่วงหน้าก่อนเดินทาง จะไม่มีการบอกว่า ซื้อตั๋วไปแล้ว ไม่ออกให้ฉันไม่ได้นะ ฝันไปเถอะครับคุณ ศึกษา website ของสถานฑูตให้ละเอียด อ่านให้เข้าใจว่าขั้นตอนต้องทำอะไรบ้าง ต้องเขียนอะไร ต้องเตรียมเอกสารอะไร ทำให้ครบ จะได้ไม่เสียเวลา ปัจจุบันทุกอย่างมีใน website หมด อ่านดีดี ทำให้ถูก รับรองไม่มีพลาดได้

เสื้อผ้า กระเป๋า ก็เตรียมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของเมืองที่จะไป กระเป๋าถ้าเพื่อนมีก็ยืมของเพื่อน กระเป๋าก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะ จะใช้แบบลาก แบบแบก แบบหิ้ว ขนาดกระเป๋าขึ้นกับจำนวนวันที่จะไปและขนาดของเสื้อผ้า ควรมีกระเป๋าใบเล็กเตรียมไปด้วย ใช้กระเป๋า เสื้อผ้า ที่แข็งแรง ทนทาน ไปพังที่โน้น จะไม่คุ้มเลย

ใครตีนเหม็นก็พกถุงเท้าไปเยอะหน่อย

แปรงสีฟัน น้ำยาบ้วนปากขวดเล็ก ยาสีฟัน สบู่เหลวขวดเล็ก แชมพูขวดเล็ก ที่โกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ ยัดลงกระเป๋าใบใหญ่ ยาแก้ไข้ แก้ปวด แก้หวัด แก้แพ้ ไฟฉาย กุญแจ Lock กระเป๋า หรือ Lock ตู้ กระดาษ ดินสอ เตรียมไว้จดไว้เขียน อย่าหวังพึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปทุกอย่าง

โทรศัพท์ อุปกรณ์ smart ทั้งหลาย อยากเอาไปก็เอา เตรียม Battery สำรอง เต้าเสียบไฟฟ้า ที่ใช้ได้กับทุกประเทศ sim card ไปหาเอาที่ประเทศปลายทาง ซื้อแบบที่ใช้ได้ทั้งโทร ทั้งเน็ต ซื้อเพื่อวันไว้ด้วย ไปเที่ยว 3 วัน ก็ซื้อเผื่อไว้ห้าวันเจ็ดวัน เป็นต้น บางทีค่าโทรหมดค่าเน็ตหมดใช้ไม่ได้ หาที่เติมเงินไม่ได้ ชีวิตจะเศร้า กระดาษและดินสอ หรือปากกา พกไว้ติดตัวตลอด เขียนไว้บ้างจดไว้บ้างเพื่อโทรศัพท์แบตหมด กล้องถ่ายรูปแบบที่ไม่ใช่กล้องมือถือ อันเล็กเล็ก พกไปก็สะดวก และจะดีในแง่ ที่ใช้มันถ่ายตัวเราเองได้ดีกว่ามือถือ เพราะมันวางกับพื้นได้ ตั้งเวลาถ่ายได้ ไปไหนถ้าไม่มีใครถ่ายรูปให้ก็ใช้ถ่ายตัวเองได้

สุดท้ายคือใช้ app ต่าง ๆ ที่มีให้คุ้ม app ตารางเวลาเดินทางของรถโดยสาร, app จดบันทึก เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืมว่าไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง รูปนี้ถ่ายที่ไหน วันไหน เวลาอะไร, app หาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งซื้อของ สถานที่สำคัญต่าง ๆ, ใช้ google maps ในการเดินทาง เพื่อจะได้ไม่หลง, app ซื้อตั๋วทัวร์

ของกินเล่น เช่น ถั่ว ผลไม้แห้ง พกใส่กระเป๋าไว้ หิวตอนไหนก็คว้ามากินได้ ไม่แพง ให้พลังงานได้ดี มีเงินเหลือก็เอาไว้ซื้อของฝาก ซื้อ Postcard เขียนถึงคนที่บ้าน ถึงเพื่อน ถึงตัวเอง

อ้อ แล้วก็อย่าลืมหนังสือ เพลง หูฟัง

เที่ยวไม่จำเป็นต้องเน้นถูกเสมอไป ใช้เงินให้เหมาะสมตามกำลัง กินที่ควรต้องกิน ไปที่ควรต้องไป ไม่ใช่เขียมทุกอย่างจนไม่สนุก หรือได้แต่นั่งมอง หรือฟังเขาเล่าทั้งที่ไปมาแล้วแต่ไปไม่ถึง

อะไรนะเงินจะไปยังไม่มี เก็บสิครับ เก็บเงิน ทำงาน ทำงาน กู้บ้างก็ได้ถ้าจำเป็น (อย่าลืมกลับมาใช้คืนด้วย)

คำถามสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด มันจำเป็นไหม? ตอบได้เลยว่า ไม่จำเป็นหรอกครับ คือไม่จำเป็นเลย ดังนั้นถ้าจะไม่ไป ไม่ขวนขวายก็ไม่ได้แปลกอะไร

ถ้าจะไป จะทำ นั่นก็เป็นโอกาสอันดีในชีวิตหนึ่งของคุณแล้วล่ะ เป็นตัวของตัวเอง ส่องมองลงไปและรับรู้ถึงความรู้สึกต่างต่างอย่างแจ่มชัด คุณจะอยู่ที่ไหนไปที่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่

เอาละ พร้อมกันหรือยัง ลุยกันเลยพวกเรา

Meter Taxi ที่ใช้งานด้วยระบบ Cloud Computing

จากปัญหาเรื่องการเรียกใช้งานรถ Taxi หรือรถโดยสารสาธารณะ แล้วไม่ได้รับความสะดวก ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกโกง ถูกเอาเปรียบ ไปจนถึงขั้น มีอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิต ไม่ว่าจะทั้งผู้โดยสารหรือคนขับ

เอาเรื่องแรกก่อนคือเรื่อง โกงมิเตอร์ และค่าโดยสารที่เป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม

ทำไม เราไม่สร้าง มิเตอร์แบบที่สามารถต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้ พร้อมทั้งมีระบบตรวจวัดตำแหน่ง (GPS) ซึ่งสามารถที่จะให้ตัวมิเตอร์รับข้อมูลการคิดเงิน (อัตราค่าโดยสาร) ผ่านทางระบบ Cloud ของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องค่าโดยสาร ซึ่งสามารถที่จะปรับอัตราได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อป้องกันการโกง เพราะอัตราจะถูกกำหนดที่หน่วยงานดังกล่าว และถูกส่งไปยังมิเตอร์ที่ติดอยู่ในรถ ซึ่งสามารถแยกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ ในกรณีที่ มิเตอร์ไม่สามารถติดต่อกับระบบได้ ก็จะถือว่าอาจมีความเสี่ยง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่า จะให้รถคันนั้นหยุดให้บริการ หรือ อาจให้บริการได้แต่ผู้โดยสารต้องรับทราบ โดยเครื่องมิเตอร์นี้จะต้องถูกบังคับให้ติดต่อกับระบบทุกระยะตามแต่จะตั้งเวลาไว้

นอกจากป้องกันการโกงมิเตอร์แล้ว รัฐก็ยังสามารถเก็บภาษีได้ เพราะข้อมูลการใช้งานต่าง ๆ จะสามารถส่งขึ้นระบบ Cloud ได้เพื่อประเมินรายได้ในการจัดเก็บภาษี (ปัจจุบันเกือบทุกอู่ หรือสหกรณ์ฯ พยายามหลีกเลี่ยงเรื่องรายได้) การกดมิเตอร์เริ่มต้น หรือกดมิเตอร์เมื่อสิ้นสุด ก็จะมีข้อมูลการเดินทาง ณ จุดตั้งต้น และ จุดปลายทางรวมถึงระยะทางที่ใช้ พร้อมเส้นทางที่วิ่งไป เนื่องจากมีระบบ GPS ประกอบอยู่ด้วย ดังนั้นจึงสามารถที่จะคำนวณย้อนหลังได้ทั้งหมด และรวมถึงการส่งข้อมูลดังกล่าวขึ้นมายังระบบ Cloud เพื่อตรวจสอบได้อีกด้วย

สำหรับความเป็นธรรมแก่ผู้ขับรถโดยสารหรือเจ้าของ กรณีของการให้บริการในบางจุดเช่น สนามบิน สถานีขนส่งผู้โดยสารต่าง ๆ ที่อาจมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มมากกว่าปกติ ก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพราะรถจะมีระบบ GPS ซึ่งเมื่อขับไปรับผู้โดยสารในพื้นที่ของสนามบินหรือท่ารถ อัตราค่าโดยสารก็สามารถปรับไปเป็นอีกอัตราหนึ่งได้โดยอัตโนมัติ เพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าของรถที่เขาต้องใช้เวลารอรับผู้โดยสารนานกว่าปกติหรือมีระยะทางที่ไกลมากกว่าปกติ (ผมเห็นว่ารถที่รอรับที่สนามบินก็ควรต้องเพิ่มเงินให้เขาบ้าง) ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยการใช้ระบบนี้ สามารถที่จะกำหนดพื้นที่สำหรับการคิดอัตราโดยสารแบบต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ และสามารถคำนวณผ่านระบบ Cloud ได้โดยไม่ยากเลย ทำได้ละเอียดถึงขนาดของช่วงเวลา สถานที่ ระยะทาง เช่น การเรียกรถในเวลากลางคืน กลางวัน ในพื้นที่รถติด ในพื้นที่ควบคุมปริมาณรถ เป็นต้น

นอกเหนือจากเรื่องการแก้ไขปัญหาการโกง และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายแล้ว มิเตอร์แบบที่ใช้ด้วยระบบ Cloud นี้ ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ในด้านอื่นได้อีก ได้แก่ ระบบติดตามรถ ซึ่งสามารถนำมาใช้สำหรับเรียกรถเพื่อใช้บริการได้ ระบบนี้หน่วยงานกลางก็จะมีระบบเพื่อให้บริการในการเรียก หรือ API ที่สามารถให้ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในการเรียกใช้งานรถผ่านระบบ Cloud Services และยังสามารถติดตามรถสาธารณะดังกล่าวได้ทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหน ใครเป็นคนขับ ทะเบียนอะไร ผู้โดยสารที่ใช้งานก็สามารถที่จะติดตามประวัติการใช้ของตัวเองผ่าน Cloud ได้กรณีที่ลืมของ หรือต้องการเจาะจงเรียกใช้คันที่เคยใช้งานและประทับใจ

ประโยชน์อีกอย่างก็คือระบบรายงานสภาพการจราจร เพราะรถที่มีระบบมิเตอร์นี้ จะเปรียบเสมือน Sensor Network ที่วิ่งไปอยู่บนถนน และสามารถส่งข้อมูลความเร็ว ในแต่ละเส้นทางที่รถวิ่งไปบนถนน นอกเหนือจากความสามารถนี้ก็ยังจะสามารถควบคุมความเร็ว หรือดูพฤติกรรมการขับรถของคนขับได้ด้วยว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายหรือไม่ ในกรณีที่ขับรถเร็วเกิน(ไป) ผมไม่อยากบอกว่าเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะบางครั้ง มันก็สามารถใช้ความเร็วมากกว่าได้ ถ้าไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากจนเกินไป เช่น วิ่งบนทางด่วนที่ถนนโล่ง เป็นต้น

แล้วใครจะลงทุน? ดูจากประโยชน์หลากหลายที่กล่าวมา แน่นอนว่าจะต้องการลงทุนโดยรัฐ เป็นการประเดิม เพราะรัฐได้ประโยชน์ต่อสาธารณะหลากหลายมาก นอกจากนี้ ก็จะมีผู้ใช้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะระบบการเรียกรถ ผู้โดยสาร ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้งาน ที่ควรถูกลงด้วย จากเดิมผู้โดยสารต้องเสียค่าเรียกรถ ๒๐ บาท ระบบใหม่นี้ ถ้าทำได้ คนจะใช้มากขึ้น ค่าธรรมเนียมก็ควรถูกลงอาจจะเหลือแค่ สามบาท ห้าบาท ก็เป็นได้ ซึ่งหน่วยงานที่จัดทำระบบ Cloud Service นี้ก็จะมีรายได้ส่วนหนึ่งมาใช้ในการดำเนินงาน นอกจากนี้รัฐก็ยังสามารถเก็บภาษีได้โดยไม่เกิดการรั่วไหล ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ได้อีกด้านหนึ่งของการประเมินการลงทุน

ไม่รู้ว่าแนวคิดแบบนี้จะเป็น Digital Economy ได้หรือไม่ หรือแนวคิดนี้จะไปสู้เรื่องความมั่นคง ที่พวกเขากำลังร่างกฎหมาย Digital อัปยศ โดยพวก คสช. สนช. อะไรทั้งหลายพยายามจะทำอยู่หรือไม่ ท่านก็ไปพิจารณาเอาเอง