Copy Left Copy Right

ลิขสิทธิ์ คือ อะไร ผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขามากมายหรอก ใครอยากรู้ไปหาอ่านเอาเอง โน้น กรมทรัพย์สินทางปัญหา เอ้ย กรมทรัพย์สินทางปัญญาโน้น (ผมพิมพ์ผิดจริง จริง นะ ไม่ได้แกล้ง / แล้วคุณเชื่อไหมว่า google มันรู้ว่าต้อง “ทรัพย์สินทางปัญญา” และหาคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญหา” ไม่เจอซะด้วย) จะลิขสิทธิ์ จะสิทธิบัตร ก็ว่ากันไป

เอาเป็นว่า มันก็เป็นเรื่องของการที่จะคุ้มครอง สิ่งที่คนคิด คนสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อที่เขาจะได้เอาไปทำมา หากิน สะสมทรัพย์ หรือความอะไรก็แล้วแต่ที่เขาว่ามันยุติธรรมสำหรับเขา ใช่แล้วคนเราต้องกินข้าว หลายคนก็ต้องกินข้าว ต้องมีบ้าน ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม ต้องมียารักษาโรค ต้องมีโทรศัพท์ ต้องมีคอมพิวเตอร์ ต้องมีเครื่องเสียง ต้องมีชุดรับแขก ต้องมีรถยนต์ ต้องมีจักรยาน ต้องมีทีวี ต้องมีไอพอด ต้องมี… (ฉิบหายละ จะมีกันไปถึงไหน //ผมก็อยากมี) แล้วเมื่อครั้นจะมีของที่อยากได้ มันก็ต้องแสดงตัวว่า “อันนี้ กูทำ” ใครอยากได้ต้องซื้อ ถ้าไม่ซื้อ ต้องให้กูบอก ยกให้ใช้ก่อน ถึงจะเอาไปใช้ได้ ไม่งั้น “กู ไม่ให้”

จำเป็นต้องมีไหม “จำเป็นสิ” ก็อย่างที่บอก คนเราต้องกินข้าว แล้วสมัยนี้ เราก็ไม่ได้ไปทำนาปลูกข้าว หาจับปลา ยิงเก้ง มากินได้เองที่ไหน ต้องเอาเงินที่เราสมมุติขึ้นมาไปแลกเอาไอ้ของพวกนี้มา แล้ว ณ ที่นี้ มันจะไปหาความพอดีได้จากตรงไหนละ

ยาก !

ไอ้ความพอดี ก็ไม่รู้ว่ามันพอดีของใคร แถมโลกใบนี้ก็มีอะไรใหม่ ๆ มีเครื่องมือใหม่ ๆ มาอยู่เรื่อย เช่น ศาลฎีกาสหรัฐให้ ‘สุภาพ เกิดแสง’ ชนะคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ขายหนังสือมือสอง หรือจะการเกิดของ Peer to Peer อย่าง BitTorrent  การแบ่งปันไฟล์ การเกิดของ Cloud Computing หาความพอดีได้ยาก ก็ว่ากันไปตามแต่ “ความเป็นของกู” มันจะยุติธรรมสำหรับเขาหรือไม่

อีกด้านหนึ่งก็เกิด สิ่งที่เรียกว่า Open Source ขึ้นมา (ไปหาอ่านเอาเองอีกเหมือนกันว่ามันคืออะไร) นั่นคือสิ่งที่เขาบอกว่า แบ่งปันได้โวย แต่เอ็งเอาไปแล้วต้องแบ่งให้คนอื่นด้วยเหมือนกัน แต่ก็นั่นละนะ ในโลกนี้ ส่วนใหญ่ หรือแม้แต่คนที่ไปเอาของเขามา แต่ก็ไม่ได้ซึมซับแนวคิดอย่างลึกซึ้งถึงแก่นอะไร เพราะมันก็มีความโลภ ความหวง ความห่วง ความสารพัดจะความ มันก็ไม่ได้ทำอย่างที่แนวคิดของต้นตำรับเขา นักพัฒนา Software หลายเจ้าในไทย นำ Open Source Software มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำมาหากินค้าขาย เยอะแยะ แต่ก็ไม่เคยเห็นคนเหล่านี้จะสร้างสรรค์อะไรกลับคืนให้สังคมที่เรียกว่า Open เลย แถมเผลอ เผลอ ยังทำผิดเงื่อนไข ที่ไปรับเอาของเขามาเสียด้วยซ้ำ เอาละอาจจะอ้างได้ว่า ส่วนที่ทำขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับของเดิมเขา เป็นการทำเพิ่ม เขามีสิทธิที่จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ได้ คุณรู้ไหมว่า บางหน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกับการนำ Open Source Software มาใช้ แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ได้กระตือรือร้น ในการที่จะเผยแพร่ผลงานแบบเปิดเผย เปิดเผย คือไม่ใช่การให้ download แต่รวมถึงการสนับสนุน การทำคู่มือ การสารพัดการ ที่มันสามารถให้คนอื่นนำไปใช้งานได้จริง ในขณะเดียวกันคนอย่างเรา เรา ก็ใช้ประโยชน์กับแนวคิดนี้ ที่มีคนทำไว้อย่างสบายใจเฉิบ แถมพอทำได้ก็ยังจะแสดงตนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของขึ้นมาเสียด้วยซ้ำไป

มันไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของใหม่หรอก โลกมันเกิดมาไม่รู้กี่ล้านปี ถ้ามันจะนับเป็นเวลา และมันก็อุบัติของมันไปตามเรื่องตามราวนั่นแหละ มันแค่รอเวลาในการไปเจอมันเข้าก็แค่นั้นเอง แล้วมันจะใหม่ตรงไหนก็ในเมื่อมันก็มีของมันตรงนั้นอยู่แล้ว  ก็ในเมื่อเราก็ไม่ได้พกเอาอะไรมา หรือเสกมันขึ้นมา ก็อย่าไปหวงเป็นของกูกันให้มันมากเกินไปนัก

สำหรับเรื่องลิขสิทธิ์อีกเรื่องก็คือ แม้ว่า การที่เราจะไปเอาอะไรของใครมาเขียน มาเล่า มาบอก มาอะไรต่อมิอะไรก็ตาม เช่น เอาข้อความจากในหนังสือ จากในอินเทอร์เน็ต แล้วบอกว่าได้อ้างอิงถึงแหล่งที่มาแล้ว แค่นั้นมันไม่พอหรอก จะบอกให้ เพราะถ้าเอาตามจริงแล้ว เราไม่สามารถคัด หรือลอก สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาได้เลย ถ้า !!!

ถ้า ไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ก่อน !!! ขอในที่นี้คือ ถ้าเอ็งไม่เขียนไปขอ โทรไปขอ ฯลฯ แล้วเขาได้เขียน หรือเอ่ยปากอนุญาต แล้ว … ไปเอามา ผิดทั้งนั้น แต่ ก็บอกแล้วว่าความพอดี ก็แล้วแต่ความพอใจด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือว่า ได้ช่วยเหลือกัน เจ้าของเองก็ได้ประโยชน์ด้วยเหมือนกัน ในบางกรณี

มันก็มีเรื่องของคนใจกว้าง และไม่อยากให้ใครละเมิดใครต่อใคร ออกแบบแนวคิดอีกอย่างที่เรียกกันว่า Creative Common ประมาณว่าเอ็งอยากเอาไปทำอะไรก็ทำ จะเอาไปขายก็ได้ จะเอาไปดัดแปลงก็ได้ ถ้าข้าอนุญาต แต่อย่างน้อย น้อย ก็คือ เอ็งเอาไปได้เลย ข้าไม่ว่า หรือจะเพิ่มเป็นเงื่อนไขว่า เอ็งต้องให้คนอื่นเช่นเดียวกันนะ หวงไว้เองไม่ได้ แล้วที่สำคัญเอาไปโดยไม่ต้องขออนุญาต “เอาไปเลย เอาไป เอาไปเอาไปได้เลย” (เพลงนี้ใครรู้จักบ้าง)  ไม่ต้องขอโวย

สรุปว่า ก็ไม่รู้จะหวงกันทำไม ถ้าไม่ได้เอาไป ทำมาหากิน ขายเป็นเงินเป็นทอง เลี้ยงชีพ โดยเฉพาะถ้า มันเป็นการหวง แบบ “นี่ของกู” “ของกู” “ของกู ได้ยินไหม” ซึ่งไอ้แบบนี้ มีแต่จะสร้างความบ้าขึ้นมากับตัวเองเสียมากกว่า ที่จะเอาไปใช้ทำมาหากินแบบยุติธรรมกับตัวเอง

สำหรับผมนะหรือ ไอ้ที่ผมคิดได้ สร้างสรรค์ได้ ผมก็อยากเอาไปแลกเงินสักพันล้าน มาอยู่หรอก แต่ถ้าพวกคุณ (พวกมึง) จะเอาไปทำบ้าบอคอแตกอะไร จะเอาไปแต่พองาม หรือตามสะดวก ตามลำบากก็เอาไปเถอะ ผมใจกว้างพอสมควร แม้ จะมีตาขวาง ว่า “ของกู” ในบางเวลาก็เหอะ เวลาที่ไม่มี “ของกูนะโว้ย” มันก็สบายใจดี เฮ้ย นี่กูสร้างสรรค์ให้พวกมึงได้ เอาไปใช้นะโวย ภูมิใจลึก ๆ ขึ้นมาอีก โดนหลอก ให้ หางตั้ง ขนพอง ขึ้นมาอีกจนได้ ฮ่า ฮ่า  ฮ่า

Advertisements

จราจร

25560405-182041.jpg

เวลาที่รถติด มักจะมีคนบ่น ก่นด่า ปกติก็ด่ากันในรถ ด่ากันความคิด ยุคที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็อาจจะโทรบ่นกับใครสักคน ยุคนี้ ก็ด่าทอ บ่นกันทาง twitter, facebook หรือสารพัดทางที่จะทำได้ โทษโน้นโทษนี่ ด่ารัฐบาล ด่าโครงการ ด่านโยบายรัฐ ว่าทำให้รถติด

คือว่า

เอ็งลืมไปหรือเปล่าว่า

คุณ(มึง)นั่นแหละ ก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่บ่น เพราะคุณหรือเอ็งก็ขับรถอย่างน้อย ๑ คันละ ลงไปบนถนนที่ติดอยู่ตรงนั้น … เป็นอีกหนึ่งที่ลงไปเพิ่มปัญหา หรือร่วมสร้างปัญหารถติด

ถ้าจะบ่นแล้วละก็ คนที่พอจะมีสิทธิบ่นได้บ้างจริงแล้วก็ควรจะเป็นคนที่โดยสารรถประจำทางมากกว่า พวกท่านเสียอีก

จะบอกว่าอย่าบ่นเลยครับ ถ้าไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรกับสังคมได้มากกว่าการบ่น ทำใจให้สบาย สบาย มีเพลงก็เปิดฟัง โทรไปหาพ่อ หาแม่ หาลูก คุยเฮฮากันไป ขยับกันไปเรื่อย เรื่อย ไม่อยากติดก็จะเลี้ยวรถกลับเข้าไปทำงานก็ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอกมั้ง

สวัสดี ต้องไปละ กลัวรถติด ฮ่า ฮ่า เขียนสั้น สั้น แค่นี้แหละ