การนอน – การหลับ ให้เป็น

การนอนหลับ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เป็นโอกาสที่ร่างกาย และจิตใจจะได้หยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่ (ขบวนการนอนกับการหลับมักเป็นเรื่องสืบเนื่องกัน แต่การหลับอาจไม่จำเป็นต้องนอนก็ได้) ขณะเดียวกันเป็นการเปิดโอกาสให้มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วยระบบซ่อมของตนเองที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน เนื่องเพราะในขณะหลับ(อย่างสนิท)ร่างกาย จะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขที่เรียกว่า เอดอร์ฟิน รวมทั้งฮอร์โมนที่ใช้ในการซ่อมแซมร่างกายเช่น โกรว์ทฮอร์โมน ฮอร์โมนตัวหลังนี้หลั่งได้ดีช่วงเวลา 3 ทุ่มถึงตี 2 นี้เป็นเหตุผลที่ทำไมคนเราจึงควรเข้านอนแต่หัวค่ำ และหลับให้สนิท (ไม่ใช่หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือฝันดีฝันร้าย)

จำนวนชั่วโมงของการนอนหลับนั้น พบว่า ผู้ใหญ่นอนหลับสนิทเพียง 4 ชั่วโมง ถือว่าเพียงพอแล้ว (หากมีกิจจำเป็นต้องทำ) การนอนมากกว่า 6 ชั่วโมง มีประโยชน์น้อย เพราะเมื่อเลยระยะหลับสนิทไปแล้วการนอนแช่ต่อไปก็มักจะเคลิ้ม ๆ ฝัน ๆ ไปเท่านั้นเอง การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงไม่มีประโยชน์ อาจทำให้ร่างกายและจิตใจเซื่องซึม ไม่กระฉับกระเฉง ไม่แช่มชื่นเบิกบาน นอกจากนั้น ยังหมดโอกาสที่จะใช้เวลาไปทำสิ่งอื่นที่มีคุณค่าต่อชีวิตจิตใจที่แท้จริง ซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่าอีกด้วย ผู้มีพฤติกรรมการนอนหลับผิดธรรมชาติบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเกิดเนื่องจาก อาชีพ-การงาน, หรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็แล้วแต่ สุขภาพมักจะไม่ค่อยดี โทรมเร็ว และอ่อนแอง่ายที่เรียกว่า “แก่ง่าย ตายเร็ว” นั่นเอง

Illustration by Joseph Li

Illustration by Joseph Li (Creative Common)

การนอนหลับให้เป็น เริ่มตั้งแต่ การเตรียมความพร้อมของ ร่างกาย – จิตใจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อเกื้อกูลให้มีการนอนหลับให้สนิทได้ง่ายและเพียงพอ และควรฝึกให้เป็นสุขนิสัย

การเตรีียมสิ่งแวดล้อม : สถานที่นอนควรสงบ – เงียบ, ไม่วุ่นวาย, ไม่มีเสียงอึกทึก, บรรยากาศผ่อนคลาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าว, อุดอู้, สกปรกด้วยฝุ่นละเออง (ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้นานาชนิดรวมทั้งหอบหืด) ที่นอนไม่ควรนิ่มหรือแข็งเกินไป

การเตรียมร่างกาย : เพื่อการหลับง่าย-หลับสนิท ไม่ควรรับประทานอาหารหนัก, อาหารที่ให้พลังงานสูงหรือปริมาณมากจนอิ่มจัดในระยะใกล้ ๆ เวลาเข้านอน, ไม่ควรออกกำลังกายหนักก่อนนอน ผ่อนคลายร่างกายอย่างเต็มที่เหมือนนอนตายไปเลย

การเตรียมใจ : โดยเนื้อหาที่แท้ของการเตรียมใจคือ การทำความเข้าใจกับความเป็นจริงในแง่มุมต่าง ๆ ไว้ก่อนนั่นเอง

: เราควรรู้ไว้ด้วยว่า จิตใจต้องดิ้นรนแส่ส่ายทำงานหนัก เพราะความอยากและความยึด ยิ่งมากใจก็ทุกข์มากซึ่งจะแสดงออกมาในลักษณะของการดำเนินชีวิตแบบจริงจังมาก จริงใจมาก หมกมุ่นมาก ตอกย้ำมาก จดจ้องมาก จิตใจจะกวัดแกว่งมากไปตามแรงเหวี่ยงของตัณหาอุปาทาน และถ้ายังหลงไปสร้างเงื่อนไข ข้อแม้ ความคาดหวังต่าง ๆ ไว้เยอะ จิตใจจะถูกกดดันบีบคั้นมาก วุ่นวาย(ฟุ้งซ่าน)ง่าย(กลุ้มใจ=ใจถูกกิเลสและทุกข์รุมสะกรัม)ใจก็หนัก ก็ตึง(หนักอก-หนักใจ)และเหนื่อยล้า(อ่อนอก-อ่อนใจ)…แล้วความสงบใจ-สุขใจที่แท้จะมีมาแต่ไหนหนอ…!

: การดำเนินชีิวตด้วยความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริง(สัมมาทิฐิ) ว่าทุกอย่างเป็นแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว เป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์สมมติขึ้นเท่านั้น เอาหรือยึดถือดไม่ได้จริงเลยซักอย่าง ก็จะเกิดความผ่อนปรนเป็น ผ่อนคลายเป็น ไม่แช่อารมณ์ ไม่จมความคิด ไม่ติดความรู้ความเข้าใจของเจ้าของ ไม่มัวแต่สาละวนกับการจะทำให้ถูก ทำให้ได้ จะทำให้ดีที่สุด จริงจังหมกมุ่นมากกับกิจกรรมการงานทั้งภายนอก(ตัว)ภายใน(ตัว)

“เพียงแค่เราอย่าไปหลงกำมือไว้ มือมันก็แบก็คลายอยู่เองแล้ว” เช่นกันว่า เราไม่ต้องไปพยายามปล่อยวาง หรือหาวิธีการที่จะไม่ยึดเพียงเข้าใจตรงต่อความเป็นจริง จริง ๆ ด้วยความจริงใจ มันก็เลิกหลงเอาเป็นเอาตาย เป็นจริงเป็นจังเป็นตุเป็นตะไปกับปรากฏการณ์สถานการณ์ไปเอง ใจมันก็จะไม่หนัก ไม่เครียดเรียกว่า ระหว่างวันจิตใจก็ได้พักได้ผ่อน (คลาย) ไปด้วยเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องรอคอยเวลาที่จะได้พัก รอเวลาหยุดงานหรือเลิกงาน โดยเฉพาะไม่ต้องรอเวลาที่จะได้นอนหลับซะที

: เมื่อจิตใจหนัก ตึงเครียด   ล้า…ก็อยากจะพัก จึงเกิดความคาดหวังกับวิธีการพักผ่อน เช่นการนอนหลับขึ้น พอนอนไม่หลับก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะการนอนไม่หลับ ยิ่งอยากหลับก็พยายามทำให้มันหลับ แต่มันกลับยิ่งตื่น ทั้งนี้เพราะไม่รู้ความเป็นจริงของจิตใจว่า มันหลับได้เพราะหมดเจตนากรรม มันก็จะหลับของมันเอง ตัวพยายามหลับนั้นเป็นเจตนากรรมทางใจ จึงยิ่งกลับทำให้จิตตื่นไปซะแทน เป็นการสร้างทุกข์ ซ้อนทุกข์ ให้ต้องกลุ้มใจหนักเข้าไปอีก เรียกว่าเมื่อหลงหลายชั้นก็ต้องทุกข์หลายเด้ง…คือผลนั้นสมควรแก่เหตุนั่นเอง

: ลองวางใจใหม่ ดำเนินชีวิตแบบผ่อนคลายสอดคล้องต่อสัจธรรม เตือนจิตสะกิดใจตนเองถึงความเป็นจริงเวลาจิตมันไปหมกมุ่น แช่ จม สาละวนกับอารมณ์ ความคิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องฝากความหวังหรือรอคอยอะไร ก่อนนอนก็ผ่อนคลายธรรมดา ๆ อาจสวดมนต์ไหว้พระ ระลึกถึงองค์คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณของพ่อแม่ คุณของครูบาอาจารย์ นั่งเล่น นอนเล่นเฉย ๆ โดยไม่ต้องตั้งใจที่จะทำสมาธิหรือพยายามจะทำใจให้สงบ ไม่ต้องหาวิธีการใด ๆ ที่จะมาจัดการกับอารมณ์หรือความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ วางใจว่าสงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง พอสมควรแล้วก็แผ่เมตตากรวดน้ำอุทิศบุญบารมีให้จิตวิญญาณทั้งหลายแล้วเข้านอนด้วยความไม่คาดหวังใด ๆ กับการนอน

ปลงใจกับการนอน หลับก็ช่างไม่หลับก็ช่าง ให้การนอนหลับในครั้งนี้ ถือว่าเหมือนกับการนอนตายไปครั้งหนึ่งเลยทีเดียว ปลงใจ วางใจอย่างเต็มที่อย่าให้มีสิ่งใด(ทั้งกุศล อกุศล)ติดค้างคาใจทั้งเรื่องในอดีตและอนาคต ทั้งไม่ต้องพยายามจะหาที่อยู่หรือที่ให้จิตได้เกาะยึดเพราะกลัวจะหลงตาย(มีแต่ตัณหาอุปาทานเท่านั้นแหละที่อยากได้ที่อยู่และที่ยึด) จึงเรียกว่า นอน (ใจ) จริง ๆ

ในส่วนของเจตนากรรม เราทำได้เพียงเท่านี้คือ ส่งร่างกายลงไปนอน ส่วนการหลับหรือไม่หลับนั้นเราไม่สามารถบังคับสั่งการได้ มันหลับของมันเอง อย่าได้อยากหลับ นอนลงแล้วก็ช่างมันไปเลย อย่าพยายามหาทางให้มันหลับ อย่าหางานให้ใจเราทำในขณะจะนอน อย่าไปยุ่งกับความรู้สึก คิด ๆ นึก ๆ ที่ผุด ๆ โผล่ ๆ ในใจ ระหว่างที่นอนนั้น มันจะผ่านมาผ่านไปกันเอง แล้วแล้วไปกันเงอ อย่าได้ไปเอ๊ะอ๊ะ หาเหตุหาผลกับมันเด็ดขาด นั่งแหละ “ไม่หลง”

: การนอนในลักษณะนี้ ถ้าหลับก็หลับอย่างเป็นสุขอิสระ มิใช่นอนคอยหลับ หลับแบบรอคอย(ค้างคาใจอยู่ก่อนที่จะหลับ) หรือถ้าไม่หลับก็จะไม่ทุกข์กับการนอนไม่หลับ นี้จึงเรียกว่า “นอนเป็น หลับเป็น” ด้วยสติปัญญา สัมมาทิฐิและถ้ามันนอนไม่หลับจริง ๆ ก็ไม่ควรนอนแช่ต่อไป มันตื่นก็ดีแล้ว อาจลุกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ หรือเดินไปเดินมาแบบไม่ต้องตั้งใจว่าจะทำอะไร เอาอะไร ใจก็โพลง ก็โล่ง ตื่น กว้างขวางไร้ขอบเขต พอง่วงก็นอนใหม่ก็ได้ ไม่ต้องเอาดี เอาใช่กับการนอนไปเลย นี้เรียกว่านอกเหนือชีวิตเป็น เพราะไม่ถูกตัณหาอุปาทานแทรกแซงเข้าไปในขบวนการดำเนินชีวิต แล้วหลอกหลอนให้วุ่นวายอยู่กับการใช้ชีวิต อย่างเช่นเรื่องการนอนหลับ นอนไม่หลับ

คุณจะวุ่นวาย อยู่กับเรื่องแค่เนี่ยะ???..เฮ้อ!…ชีวิต

no sleep

no sleep
By aldinegirl87

คัดมาจากหนังสือ “ดุลยภาพของกายและจิต วิถีแห่งกรรม และสติปัญญา (บทสรุป)” โดย นายแพทย์กำพล พันธ์ชนะ
ขออนุญาตเจ้าของในการคัดมาลงเรียบร้อยแล้วขอรับ

พิมพ์หลังกินข้าวกลางวันเสร็จ บางช่วงพิมพ์ไปหัวเราะไป … แม่ง เรื่องหลับเรื่องนอนนี่ก็ยังต้องมีให้เรียน ให้สอนกันอีก เอ้า ท่านผู้มีปัญญา ใครนอนไม่หลับ นอนไม่สบาย หรือจะไม่นอน ก็ลองอ่านกันดู หนังสือ(คุณ)หมอเขาดีจริง จะไปหาอ่านกันดูก็ได้ (ถ้ามี) ไม่มีก็อ่านจากที่นี่ก็แล้วกัน

บางอันก็ไม่ต้องทำตามหมอแกหมดก็ได้ อย่างตอนระลึกถึงบุญคุณ กรวดน้ำ ฮะ ฮะ ผมคิดเอาเองนะ สะดวกทำแค่ไหนก็แค่นั้น กลัวบางคนจะเถรตรง เล่นครบทุกองค์ทุกท่านในโลก ไม่ต้องนอนกันพอดี นึกอะไรไม่ออกนึกถึงพระเจ้าของท่านก็ได้

Advertisements

2 thoughts on “การนอน – การหลับ ให้เป็น

  1. อืม…นั่นสินะ นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า นอนหลับก็ต้องสอนกันด้วย.. นอนไม่หลับเนี่ย ดูเหมือนจะเป็นเมื่อตอนยังหนุ่มกว่านี้…อิอิ.. แต่เมื่อนึกกลับไปถึงวันที่นอนไม่ค่อยหลับเหล่านั้น… ยังสงสัยอยู่ว่า มันเป็นการนอนไม่หลับ หรือว่า ไม่ยอมหลับยอมนอน กันแน่…อิอิ อีกทีครับ คุณ…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s