Activity-Based Costing System

Activity-Based Costing System

บักคำผวน เป็นผู้อำนวยการบริหารต้นทุน ของบริษัทรั่วไหลจำกัด ในบางเวลาบักคำผวนคิดว่าอยากจะปรับปรุงระบบต้นทุนของสินค้าไม้กายสิทธิ เขากำลังคิดว่าถ้าระบบแบบเดิมของบริษัท ที่คิดต้นทุนแบบระบบปริมาณงาน (volume-based system) ว่ามันจะสามารถคิดต้นทุนได้อย่างแม่นยำหรือเปล่า บักคำผวนเคยอ่านเรื่อง ระบบต้นทุนตามกิจกรรม activity-based costing (ABC) system ซึ่งมีการกระบวนการทำอยู่สองขั้นตอนในการกำหนดค่าโสหุ้ย (overhead costs) ให้กับสินค้า โดยในขั้นแรกนั้นจะมีการหากิจกรรมที่มีนัยสำคัญต่อกระบวนการผลิตของสินค้าและทำการกำหนดค่าโสหุ้ยของแต่ละกิจกรรมในกระบวนการโดยพิจารณาจากต้นทุนทรัพยากรขององค์กรที่ถูกใช้ไปโดยกิจกรรมเหล่านั้น โดยบักคำผวนรู้มาว่าโสหุ้ยเหล่านั้นที่ถูกกำหนดให้กับแต่ละกิจกรรมเขาเรียกกันว่า activity cost pool

หลังจากที่บักคำผวนได้กำหนดค่าโสหุ้ยไปให้กับ activity cost pool ในรอบแรกแล้ว จะต้องมาทำสิ่งที่เรียกว่า cost drivers (ต้นทุนที่ผลักดันให้เกิดกิจกรรมนั้น) สำหรับแต่ละ cost pool ในขั้นตอนที่สอง จากนั้นค่าโสหุ้ยจะถูกแบ่งปันจากต้นทุนรวมของกิจกรรม (activity cost pool) ไปยังสินค้าแต่ละตัว ในแบบที่เป็นจำนวนรวมของต้นทุนกิจกรรมที่สินค้าแต่ละตัวใช้ไป

ดูรูป

ABC ขั้นตอนที่หนึ่ง

บริษัทรั่วไหลจำกัด ก็ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อมากำหนดว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่เป็นต้นทุนร่วม ซึ่งหลังดูไปดูมาก็พบอยู่สี่กิจกรรมและแบ่งเป็นสี่กลุ่มคือ

กลุ่มแรก (Unit Level) ประเภทกิจกรรมที่มีเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเกิดการผลิต ซึ่งในที่นี้ก็คือ การทำงานของเครื่องจักร

กลุ่มที่สอง (Batch Level) ประเภทกิจกรรมที่จะต้องทำในแต่ละรอบของการผลิต ในที่นี้ได้แก่ การจัดซื้อ (ตัวอย่างอื่นเช่น การส่งของ การบรรจุ)

กลุ่มที่สาม (Product-Sustaining Level) เป็นกิจกรรมที่จำเป็นต่อการสนับสนุนต่อการผลิต แต่ไม่ได้ทำทุกครั้ง เมื่อเกิดกิจกรรมในสองประเภทแรก ในที่นี้คือ การออกแบบ

กลุ่มที่สี่ (Facility Level) ได้แก่กิจกรรมทั่วไป เป็นกิจกรรมที่ต้องการในกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้น เช่น เงินเดือน ค่าเสื่อมราคา ภาษี ซึ่งในที่นี้คือระบบสนับสนุน

ดูรูป

การจัดประเภทกิจกรรมไปเป็นแบบที่เรียกว่า unit-level, batch-level, product-sustaining-level, และ facility-level นี้บักคำผวนเรียกว่า cost hierarchy

กิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทรั่วไหลจำกัดได้แสดงตามรูปข้างบน ซึ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบริษัทในทุกกิจกรรมรวมแล้วเท่ากับ 4,698,000 บาท

ABC ขั้นตอนที่สอง

ในขั้นตอนที่สองของโครงการต้นทุนตามกิจกรรม บักคำผวนและบักคำแพง เริ่มที่จะมาหาตัวผลักดันต้นทุน (cost driver) ของแต่ละต้นทุนรวมของกิจกรรม (activity cost pool) โดยทั้งสองได้เลือกใช้กระบวนการสามขั้นตอนในการคำนวณหาหน่วยของต้นทุนกิจกรรมสำหรับสินค้าแต่ละตัวของบริษัทรั่วไหลจำกัดซึ่งมีอยู่สินค้าอยู่สามแบบและสำหรับแต่ละกิจกรรมทั้งสี่กิจกรรม โดยมีรายละเอียดในการทำสำหรับแต่ละกิจกรรมที่ได้มาจากขั้นตอนที่หนึ่ง

การทำงานของเครื่องจักร

เริ่มจากกิจกรรมแรกที่มีค่าใช้จ่ายเท่ากับ 1,242,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ได้รวมค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา ระบบคอมพิวเคอร์ ค่าไฟฟ้า ทั้งบักคำผวนและบักคำแพงได้เลือกเอาจำนวนชั่วโมงมาเป็นตัวผลักดันต้นทุนเนื่องจากสินค้านั้นได้ใช้ชั่วโมงของเครื่องจักรอย่างมีนัยสำคัญที่สัมพันธ์กับต้นทุนส่วนใหญ่ของกิจกรรม ซึ่งวิธีการคำนวณว่าต้นทุนของเครื่องจักรนั้นสะท้อนไปยังตัวสินค้าได้อย่างไรในขั้นตอนที่สองของการวิเคราะห์แบบ ABC แสดงดังรูปภาพ โดยในแต่ละ Column ประกอบด้วยข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการทำ ABC ซึ่งเป็นข้อมูลที่จัดเก็บรวบรวมมาโดยคณะทำงานของโครงการ ABC ซึ่งมีดังต่อไปนี้

ข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยคณะทำงานโครงการ ABC

Column A  Activity: machine related

Column B Activity cost pool: 1,242,000 บาท ได้จากการปันส่วนในขั้นตอนที่หนึ่ง

Column C Cost driver: ชั่วโมงทำงานของเครื่องจักร

Column D Cost driver quantity: 230,000 ชั่วโมง (จำนวนชั่วโมงรวมทั้งหมดที่เครื่องจักรทำการผลิต สำหรับสินค้าสามประเภทใน Column G)

Column F Product lines: STD, DEL, ULT

Column G Cost driver quantify สำหรับสินค้าแต่ละประเภท: STD ใช้ 100,000 ชั่วโมง, DEL ใช้ 96,000 ชั่วโมง, ULT ใช้ 34,000 ชั่วโมง

Column I Product line production volume: STD จำนวน 10,000 หน่วย, DEL จำนวน 8,000 หน่วย, ULT จำนวน 2,000 หน่วย

ส่วนข้อมูลอีกในอีกสาม column คือ columns E, H, และ J นั้นได้มาจากการคำนวณ โดยแสดงด้วยสีแดงได้แก่

Column E Pool rate

Column H ต้นทุนกิจกรรมสำหรับแต่ละประเภทสินค้า

Column J ต้นทุนกิจกรรมต่อหน่วยของสินค้าในแต่ละประเภท

ภาพตารางการคำนวณ แสดงให้เห็นถึงค่าที่ได้จากการคำนวณ (สีแดง) จะเห็นว่าค่าที่ทางคณะทำงานจะต้องหามาใส่ก็คือ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับชั่วโมงทำงานของเครื่องจักร (A, B, D, F, G) และต้นทุนการทำงานของเครื่องจักรเมื่อเทียบกับแต่ละหน่วยของสินค้าในแต่ละประเภท (STD, DEL, ULT)  ก็จะได้ผลอยู่ในช่อง J ภายใต้วิธีการคิดแบบ activity-based costing นี้ต้นทุนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแต่ละประเภทสินค้าก็คือ (เมื่อมีการผลิตเป็นจำนวนหน่วยในช่อง I)

STD: มีต้นทุน 54.00 บาทต่อหน่วยการผลิต

DEL: มีต้นทุน 64.80 บาทต่อหน่วยการผลิต

ULT: มีต้นทุน 91.80 บาทต่อหน่วยการผลิต

จากนั้นเราก็จะทำการคำนวณเช่นเดียวกันกับตัวอย่างแรกในกลุ่มของ Unit Level โดยทำในส่วนของกลุ่มอื่นที่เหลือต่อไปจนครบทุกกลุ่ม

ก็จะได้ผลลัพธ์ของโครงการในเบื้องต้นมาตามรูปข้างบน ซึ่งบักคำผวนมาดูแล้วก็เห็นว่า งานนี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวร้ายก็คือ เขาจะต้องจัดทำข้อมูลและรายละเอียดอย่างมากมายเพิ่มขึ้นมากกว่าแบบเดิมที่เคยทำ แต่ข่าวดีก็คือข้อมูลที่ต้องการหรือได้มาจากการรวบรวมและผลของการคำนวณสามขั้นตอนในแต่ละกลุ่มกิจกรรมมีค่าที่ได้ออกสอดคล้องและตรงกันดังนั้นถ้าเราสามารถเข้าใจการคำนวณก่อนหน้านี้ในรูปที่สามเราก็สามารถที่จะทำในส่วนที่เหลืออื่นได้เหมือนกัน

ถึงตอนนี้บักคำผวนก็มีข้อมูลต้นทุนกิจกรรมต่อหน่วยของสินค้าแยกย่อยไปแต่ละกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและในทุกประเภทของสินค้า เมื่อต้องการหาต้นทุนรวมของสินค้าสำหรับสินค้าแต่ละประเภท สิ่งที่บักคำผวนต้องทำเพิ่มก็คือการเพิ่มต้นทุนทางตรง (direct-material cost) และต้นทุนค่าแรง (direct-labor cost) เข้าไปในแต่ละประเภทสินค้าตามที่ได้คำนวณไว้ก็จะได้ต้นทุนของสินค้าต่อหน่วย ตามรูป

ประเด็นก็คือเมื่อเปรียบเทียบดูกับการคำนวณในแบบเดิม (Volume-based product costing system) จะเห็นว่าต้นทุนของสินค้าประเภท STD และ DEL ที่ได้จากการคำนวณในแบบ activity-based costing system มีค่าต่ำกว่าการคำนวณในแบบเดิม ดูรูปการคำนวณในแบบเดิม

ของเดิม STD จะได้ที่ 496 บาทต่อหน่วย การคำนวณแบบ ABC จะได้ 472.66 บาทต่อหน่วย

ส่วน DEL ของเดิมได้ 604 บาทต่อหน่วย การคำนวณแบบ ABC จะได้ 567.18 บาทต่อหน่วย

นั่นก็คือบริษัทรั่วไหลไม่จำกัดควรที่จะขายของในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมได้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดเนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการคำนวณในแบบเดิม แต่ขณะเดียวกันสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นก็คือในสินค้าประเภท ULT นั้นมีต้นทุนที่ได้จากการคำนวณแบบ ABC มากถึง 916.99 บาทต่อหน่วยในขณะที่การคำนวณแบบเดิมอยู่ที่ 752 บาทต่อหน่วย นั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทรั่วไหลจำกัดกำลังขายสินค้าประเภท ULT ขาดทุนอยู่ 164.99 บาทต่อหน่วย

จากข้อมูลตัวอย่างนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้า บริษัทรั่วไหลจำกัด ยังใช้การคำนวณต้นทุนแบบเดิม และขายผลิตภัณฑ์ ULT ได้เป็นจำนวนมากและบักคำผวนก็คิดว่าสินค้าตัวนี้ขายดีก็เลยสนับสนุนให้บริษัทขายสินค้าตัวนี้ต่อไป นั่นก็หมายความว่าบริษัทรั่วไหลจำกัดกำลังขายสินค้าในราคาที่บริษัทเองขาดทุน ! แถมยิ่งขายได้มากขึ้นเท่าไหร่ก็เป็นการส่งเสริมการขาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกันกับสินค้า STD, DEL ซึ่งขายได้ไม่ดี เนื่องจากมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาด  เพราะไม่สามารถลดราคาลงมาได้ (การคำนวณแบบเดิม) ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันในตลาดของบริษัทรั่วไหลจำกัด ไม่สามารถที่จะแข่งขันกับคู่แข่งได้

และแน่นอนว่าเมื่อมีการใช้การคำนวณแบบใหม่นี้ ถ้าบริษัทรั่วไหลจำกัดยังใช้ราคาแบบเดิมสำหรับสินค้า STD, DEL บริษัทก็จะสามารถทำกำไรในสินค้าสองตัวนี้ได้มากขึ้น สิ่งที่บักคำผวนต้องรีบทำต่อก็คือการปรับราคาขายของสินค้า ULT ใหม่ให้สูงกว่าเดิมเพื่อลดการขาดทุนที่เกิดขึ้น !

 

อ้างอิงและดัดแปลงมาจากหนังสือ

Managerial Accounting

Creating Value in a Dynamic Business Environment
พิมพ์ครั้งที่ ๗ โดยสำนักพิมพ์ McGraw-Hill ปี 2008

แต่งโดย Ronald W. Hilton
Cornell University

Advertisements

คำถามที่ไม่ต้องตอบ

แบบไหน นะหรือ

ก็แบบที่มันมีคำตอบอยู่แล้ว

นึกไม่ออก ก็นึกถึงคำถามแบบเดียวกับข้อสอบระดับประเทศบางประเทศที่ถามว่า “เวลามีอารมณ์ทางเพศ นักเรียนควรไปทำอะไร”  มีให้เลือกหลายคำตอบ หนึ่งในนั้นคือ “ไปเตะฟุตบอล”

คำถาม ดี ชั่ว

เมื่อไม่พอใจฝ่ายตรงข้ามเราควรทำอย่างไร

๑) “ให้อภัย” ๒)  “ฆ่ามัน”

คำถามที่ฟันธงคำตอบไว้แล้ว ถ้าคนสติดี ไม่บ้า ก็คงไม่มีใครจะตอบเป็นอย่างอื่น คำถามแบบนี้บางครั้งก็เป็นได้แค่ คำถามที่ทำให้ผู้ถามดูดี ดูเป็นคนดี เป็นผู้มีคุณธรรม อยู่ฝ่ายแห่งความถูกต้องเท่านั้นเอง ไม่ได้คาดหวังที่จะตอบหรืออภิปรายกันเป็นอย่างอื่นใดได้อีก

หย่อนลงมานิด ก็อาจจะถามแบบ ถ้าให้เลือกระหว่างหลวงพี่ ที่พึ่งสึกออกมาจากพระ กับ นักโทษที่พึ่งออกจากคุกในคดีมือปืนนักฆ่า เธอจะเลือกใครเป็นคู่ครอง

บางคนอาจจะเลือกอดีตนักโทษ ก็เป็นได้ เพราะคิดดูแล้ว เลือก ไอ้ทิด มันคงเอาไม่เก่งเท่า ! เพราะไม่เคยมาก่อน (มั้ง) ก็นั่นแหละใครที่เลือกอดีตนักโทษคงเป็นส่วนน้อยที่จะตอบ เพราะในนามแห่งความดีแล้ว ทุกคนคงเลือก (จำต้องเลือก?) หรือควรจะเลือก หรือจะด้วยเพราะความดี สิ่งที่เป็นกุศล หรือเพื่อให้ตัวเองดูดี ตัวเองทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องมีเหตุผลมาอธิบายการเลือกสิ่งเหล่านั้น หรือเพราะว่าตัวเองได้เป็นแบบนั้นจริง จริง หรือแค่ฉาบทาไว้ด้วยหนังแห่งความดี

มันไม่ต้องตอบ เพราะ มันไม่มีคำตอบ หรือไม่ก็มันมีคำตอบที่ถูกผู้ถามยัดเยียดมาให้แล้ว ว่าต้องตอบอะไร มันมีคำตอบที่บอกว่า “กู” คนถาม เป็นอะไรในคำตอบ หรือมีคำตอบที่ไม่มีทางเลือก หรือมีทางเลือกที่ถูกมองว่า “มันไม่ใช่” อย่างที่ “กู” คนถามคิด

คำถามที่ถามสองขั้วตรงข้าม หรือที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่คล้ายกัน คำถามที่จัดอยู่ในกลุ่มคำถามเพื่อเหยียดผู้ถูกถาม หรือคาดหวังไว้แล้วว่าผู้ถูกถามอยู่ในกลุ่มคำตอบที่เขาเลือกให้ไว้แล้ว คำถามแบบมายาคติ ถ้าไม่คิดจะหลอกตัวเองมากเกินไปนัก ตะโกน ออกมาเลยก็ได้ ว่า “กูจะด่ามึง”  ความหมายคงได้ไม่แตกต่างกัน ต่างกันแค่ว่าไม่ต้องเสียเวลาตั้งคำถาม !

คำถามแบบนี้ จะว่าไปแล้วดูจะขัด ขัด กับสังคมอุดมปัญญา ในการที่จะหาคำตอบกับทางเลือกที่หลากหลายและได้องค์ความรู้ทางโลกที่มากมาย ถ้าคนถามจะเปลี่ยนรูปแบบของคำถามใหม่ จะเป็นแบบไหน ก็แบบที่ไม่ได้เป็นแบบที่เล่ามานี่แหละ แล้วมันจะรู้ไอ้เรื่องที่อยากจะถามหรือ?  รู้สิ ถ้ามันฉลาดถาม คุณคิดแบบนี้หรือไม่ละ  ผมไม่ได้เลือกคำตอบให้คุณหรอกนะ 😉

 

เจริญสติ

ถ้าใครเคยฝึก เคยทำมา จะทำมาก ทำน้อย ทำชำนาญ ทำไม่ชำนาญ ถ้าทำพอเป็นแล้ว
มันช่วยได้เยอะ โดยเฉพาะเวลาที่เจอปัญหา เวลาดีใจ เวลาเสียใจ เวลาสมหวัง เวลาผิดหวัง เวลาทุกข์ เวลาสุข
ช่วยให้รอดได้ ปัญหา และความทุกข์ไม่ได้หายไปไหน มันจะดีใจ มันจะเศร้า มันก็เป็นของมันไปแบบนั้นแหละ มีเหตุ ปัจจัยพร้อม ก็เกิด ก็หายไป ตามเหตุ ตามปัจจัย
แต่ มันช่วยให้รอดได้ แล้วมันก็อยู่เหนือทุกข์ เหนือสุข ไม่จมดิ่งลงไป

จริง จริง นะ

สติในที่นี้คือ สติ ที่รู้กาย รู้ใจ รวมถึง สมาธิในระดับที่จะทำให้เกิดปัญญา

การกำหนดสถานที่ (ของเราเอง) ใน Google Maps

เริ่มจากไปที่ http://maps.google.com หรือ http://maps.google.co.th เลือกอันหลังถ้าอยากเห็นชื่อสถานที่ในประเทศไทยเป็นชื่อภาษาไทย

จากนั้นเลือกไปที่ My places ถ้ายังไม่ได้ Sign in ก็ทำการ Sign in ก่อน (Sign in ด้วย google account หรือ gmail account ถ้าไม่มีก็สมัครก่อน)

Sign in เสร็จ เลือกที่ปุ่ม CREATE MAP สีแดง เพื่อสร้างแผนที่

ใส่ชื่อแผนที่ คำอธิบาย เลือกการแบ่งปันได้สองแบบคือ Public หรือ Unlisted แบบแรกคือทุกคนสามารถที่จะค้นหาเจอได้ ถ้าเป็นแบบหลังการค้นหาทั่วไปจะไม่เจอ แต่จะใช้แแผนที่ได้ก็ต้องรู้ url เท่านั้น

จากนั้นดูที่แผนที่ จะเลื่อนไปในตำแหน่งที่ต้องการ หรือใช้การค้นหาเพื่อหาสถานที่ ที่เราต้องการ ถ้าเก็บตำแหน่งโดย GPS มาบางครั้งตำแหน่งที่ GPS ใช้อาจจะไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวกันกับที่ Google Maps ใช้ก็ทำการแปลงก่อน Google Maps จะใช้หน่วยเป็น Degree Decimal (ยกตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้แปลง http://www.rcn.montana.edu/resources/tools/coordinates.aspx)

ด้านบนซ้ายมือของแผนที่จะมีเครื่องมือสำหรับการวางตำแหน่ง (Add a placemark) ก็กดแล้วเอามาวางในตำแหน่งที่เราต้องการในแผนที่ จากนั้นก็ใส่ชื่อสถานที่ คำอธิบายอยากจะเปลี่ยนสีของเครื่องหมายหรือรูปแบบก็เลือกได้

เสร็จแล้วก็อย่าลืม Save แผนที่ ที่สร้างด้วย เวลาจะแบ่งปันให้ใครดูก็เลือกที่ปุ่ม Link ที่เป็นรูปคล้ายโซ่

จากนั้นก็ Copy URL ไปใช้งาน เอาไปวางใน facebook wall, twitter, etc. หรือจะส่งเป็น email ไปให้ใครก็ตามลำบาก ถ้าอยากได้ URL แบบสั้น ก็เลือกที่ Short URL

ตัวอย่าง การนำ HTML มาใส่ใน website

แต่ถ้าไม่อยากสร้างแผนที่ มีวิธีที่ง่ายกว่าคือ

  • Click ปุ่มขวา บนแผนที่ในตำแหน่งที่เราต้องการแบ่งปัน ให้ขึ้นเมนู
  • เลือก What’s here?
  • มันจะขึ้น placemark ถ้า Click ที่ placemark ก็จะมีสิ่งต่าง ๆ ให้เลือกไม่ว่าจะเป็น เส้นทาง การค้นหา การเก็บตำแหน่ง ฯลฯ
  • หลังจากขึ้น placemark เราสามารถกด share url ได้เลย แล้วก็เอา url นี้ไปแจกจ่ายแบ่งปัน