หลีก

กาลนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองจีวรถือบาตร เสด็จเข้าไปสู่เมืองโกสัมพี เพื่อบิณฑบาต ครั้งทรงเที่ยวบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีแล้ว ภายหลังภัตตกาล กลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บบริขารขึ้นมาถือไว้ แล้วประทับยืน ตรัสคาถานี้ว่า :

“คนไพร่ ๆ ด้วยกัน ส่งเสียงเอ็ดตะโร แต่หามีคนไหนสำคัญตัวว่าเป็นพาลไม่ เมื่อหมู่แตกกัน ก็หาได้มีใครรู้สึกเป็นอย่างอื่นให้ดีขึ้นไปกว่านั้นได้ไม่

“พวกบัณฑิตลืมตัว สมัครที่จะพูดตามทางที่ตนปรารถนาจะพูดอย่างไรก็พูดพล่ามไปอย่างนั้น หาได้นำพาถึงกิเลสที่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกันไม่

“พวกใด ยังผูกใจเจ็บอยู่ว่า ‘ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา’ เวรของพวกนั้นย่อมไม่ระงับได้

“ในยุคไหนก็ตาม เวรทั้งหลายไม่เคยระงับได้ด้วยการผูกเวรเลย แต่ระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวร ธรรมนี้เป็นของเก่าที่ใช้ได้ตลอดกาล

“คนพวกอื่นไม่รู้ว่า ‘พวกเราจะแหลกลาญก็เพราะเหตุนี้’ พวกใดสำนึกตัวได้ในเหตุที่มีนั้น ความมุ่งร้ายกันย่อมระงับได้เพราะความรู้สึกนั้น

“ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการทำตามกิเลส ยังมีได้แม้แก่คนกักขฬะเหล่านั้น ที่ปล้นเมือง หักแข้งขาชาวบ้าน ฆ่าฟันผู้คน แล้วต้อนม้า โค และขนเอาทรัพย์ไป แล้วทำไมจะมีแก่พวกเธอไม่ได้เล่า?

“ถ้าหากไม่ได้สหายที่พาตัวรอด เป็นปราชญ์ ที่มีความเป็นอยู่ดี เป็นเพื่อนร่วมทางแล้วไซร้ ก็จงทำตัวให้เหมือนพระราชาที่ละแคว้นซึ่งพิชิตได้แล้วไปเสีย แล้วเที่ยวไปคนเดียว ดุจช้างมาตังคะ เที่ยวไปในป่าตัวเดียว ฉะนั้น

“การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะไม่มีความเป็นสหายกันได้กับคนพาล พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่ทำบาป เป็นคนมักน้อยดุจช้างมาตังคะเป็นสัตว์มักน้อย เที่ยวไปในป่าฉะนั้น”

ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไปยังพาลกโสณการคาม

คัดจากหนังสือความสงัด ของระวี  ภาวิไล บทสุดท้าย “ทำไมจึงหนักแผ่นดิน?”

ไม่เคยรู้สึก

เรื่องเล่าของคน คนหนึ่ง ที่มีตัวตนอยู่ แต่เขาคนนั้นอาจไม่เคยพบ หรือรู้สึกถึงตัวตน คือรู้ตัว แต่ไม่รู้ตน ก็คือไม่เคยรู้สึกตัวเลย นอกจากความรู้สึกทั่วไปแล้วนั้น เขาอยู่ในโลกแห่งความคิด ที่ไม่ได้ตั้งใจจินตนาการแต่ก็จินตนาการไปโดยไม่รู้สึกว่าอยู่ในเวทีละครฉากใหญ่  เช่น การด่ากราด บริภาษ ผู้คนอื่น เมื่อใดที่เขาไม่สบอารมณ์ เมื่อเจอรถปาดหน้า โดนเบียดแย่งช่องจราจร หรือกระทำการอื่นใดในท้องถนนที่เขาเห็นว่า เป็นตรรกะที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของเขา การยอมแม้กระทั้งการกระทบกระทั้งด้วยวาจา กาย หรือขับชน ก็ไม่รู้ได้ว่าเขาจะยังประโยชน์อันใดจากการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเสียทรัพย์ ความขุ่มหมองในจิตใจ หรือการประจานผู้อื่นบนสังคมอินเทอร์เน็ต (ที่แม้เขาเหล่านั้นจะทำผิด หรือด้วยเหตุใดก็ตาม)

“เวลาไปไหนมาไหนกับแม่ ใครพูดไม่ดี ทำกริยาไม่ดี เราจะเตะมันปากแตกทันที!!
แม่ข้า ใครห้ามหยาม…. มึ๊ง ต๊ายยย!!!!!

(แล้วแม่ก็จะลากออกมา อย่ามีเรื่องเลยลูก : เสียงปลงๆ)”

แบบนี้แล้ว จะเรียกกตัญญู ในแบบฉบับไหน ก็คงต้องไปค้นตำราดู

เมื่อเขาต้องนอนดึกมาก (เกือบเช้า) เขาบอกสถานะของเขาในอินเทอร์เน็ตว่า

“ง่วง จะหลับซักงีบ ใครโทรมา ใครเคาะ line whatsapp มา จะโดนด่าโคตรพ่อโคตรแม่

ให้รู้เวลาบ้าง วันหยุดน่ะ เข้าใจป่าว วันหยุด เป็นคนไม่มีพ่อ ไม่มีแม่รึไง ไม่มีบ้าน ไม่มีคนรอทานข้าวที่บ้านรึไง

วันหยุดถึงไม่อยู่กับครอบครัว วุ่นวายแต่เวลา “ส่วนตัว” คนอื่น

จบนะ…..” 

ครับ ขณะเดียวกันนั้นเขาก็ไม่รู้ตัวว่า สถานะของเขาก็ปรากฏไปยังทุกคนในกลุ่ม ซึ่งจะสร้างความรำคาญหรือรบกวนหรือเปล่านั้นก็แล้วแต่คนอ่านจะไปคิดนึกเอา ก็ถ้าเอาบรรทัดฐานเดียวกันกับเขา มันต้องต้องรบกวนคนนั้น นั้นเหมือนกันไม่ใช่หรือ

“กรี๊ดดดดดดดดด อินกสารเลวพ่อแม่ไม่สั่งสอน ตูดมึงรั่วหรือท้องเสีย ขี้เรี่ยราดใส่รถตรู”  ครับ เหตุเมื่อนกขี้ราดรดรถยนต์ กองแช่งอีกฟากอาจจะตะโกนบอกมาว่า “มึงไปจอดใต้ที่ขี้มันทำไม อีควาย”

กองหนุนก็อาจจะบอกมาว่า “อ้าว ไม่ชอบมึงก็อย่ามาเสือกสิ”  “ไป๊ ชิ้ว ชิ้ว ไปไกล ไกล(ตีน)”

มันป่วยการที่จะหาตรรกะ เหตุผลไปโต้เถียงหรือบอกกล่าว จากกรอบที่มีอยู่จำกัด ทำให้มันไม่อาจจะมองหรือเข้าใจเรื่องอื่นใดได้ คุณจะอธิบายผู้คนที่เดินอยู่บนพื้นราบกว้างใหญ่สุดตา ได้อย่างไรว่า พื้นที่ของเขาที่อยู่มันไม่ได้ราบ มันโค้ง โค้ง เป็นทรงกลม โดยที่คุณบอกได้ว่าเมื่อมองจากดวงจันทร์มาแล้ว เขาอยู่บนทรงกลมนะ

ตัวอย่างอมตะอีกอัน ถ้ามีกล่องใบหนึ่งใหญ่มาก ใหญ่จนคับโลก คับฟ้า คุณจะบอกมดตัวหนึ่งที่เดินอยู่บนฝากล่องอย่างไรว่า ที่เอ็งเดินจนหาจุดที่สุดไม่ได้นะ มันมีอยู่หกด้านนะโวย ไอ้มด มันเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยม ไม่ไช่ แผ่นกระดานผืนเดียว ถ้าพูดกับมันรู้เรื่องคงจะได้เถียงกันตายไปข้างหนึ่ง

จะว่าไปแล้วก็ไม่ควรตำหนิเขา อย่างน้อยก็มีตัวอย่างให้ได้เรียนรู้ ถ้าใครจะหลงเข้ามาอ่านก็อย่าพึ่งต่อว่ากันเลย ผมขอบคุณนะที่มีตัวอย่างให้ดูชัด ชัด แบบนี้ และประเด็นก็ไม่ได้อยู่ที่จะต้องมาตำหนิใคร เพียงแต่เขาอาจจะยังไม่พบสันกล่อง หรือขอบฟ้าแค่นั้นเอง ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ มันก็วนเวียนอยู่ในโลกของละครนี้กันต่อไป โดยที่ไม่อาจจะหลุดออกมาจากวังวนนั้นได้เลย

คนเราถ้าคิดว่าฉลาด หรือคิดว่าโง่ แล้วมันจะฉลาดหรือโง่ขึ้นมาได้ไหม ครับถ้าคิดว่าฉลาดมันก็คงฉลาดอยู่ในความคิดนั้นนั่นเอง หรือคิดว่าโง่มันก็โง่อยู่ในความคิดนั้นนั่นเอง ถ้ายังไม่หลุดออกมาจากตรงนั้นได้ นั้นก็โง่จริงจังขนานแท้โดยที่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยละครับ คนจำพวกเหล่านี้ ไม่เคยรู้สึกได้ทันว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทำได้เพียงแค่สนองตอบต่อสิ่งภายนอก ที่บางครั้งสิ่งเหล่านั้นก็มิได้มุ่งหมายที่ตัวเขาแต่อย่างใด บางทีอาจบอกได้อีกอย่างว่า “เสือกไปเองแท้ แท้” แม้แต่การแสดงสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นว่าถูกต้อง กลับกลายเป็นว่าขณะเดียวกันตัวเองก็กระทำเสียเอง (ขนาดที่เขียนอยู่นี่ก็ยังกลัวเลย) ทำนองว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง (แบบไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ)

พวกนี้ เขาก็จะอยู่แบบ เกิดมา ทำตามแบบอย่างที่ตัวเองคิดว่าถูก กิน ขี้ ปี้ นอน เจ็บ ตะเกียกตะกาย สมหวัง ผิดหวัง แก่ ป่วย แล้วก็ตายไป ไม่เกินชั่วสามอายุคนก็ถูกลืมเลือน วาระสุดท้ายของชีวิตเขาก็ยังอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้

คงทำได้แค่ว่า กูกำลังจะตาย โดยไม่รู้ตัว ด้วยความสงสัยและไม่สงสัยเต็มไปหมด ในความคิดของตัวเอง