สำนักพิมพ์

สำนักพิมพ์ยุคเก่า

สำนักพิมพ์ยุคปัจจุบัน

จะยุคไหน ไหน

เมื่อมันมีการเกิดของ

http://www.issuu.com

yudu.com

 

หรืออะไรต่อมิอะไรอื่น อื่น อีกนับไม่ถ้วน

การเกิดของหนังสือยุคปัจจุบันในรูปแบบ Online และสื่อผสม

ถ้าคุณยังคิดแบบเดิม เดิม ยังหลงอยู่กับความสามารถเดิม เดิม ยังอยู่กับความสำเร็จเดิม เดิม

ถ้าเป็นแบบนั้น เตรียมตัว “เจ๊ง” ได้เลยครับ พี่ น้อง …..

 

แถมให้อีกนิด ถ้าคุณมี iPad หรือ iPhone บน iPad จะบรรเจิดมาก ลองใช้ http://flipboard.com/  แล้วบอกตัวเองว่า ที่ผมบอกมันจะเกิดขึ้นจริงไหม

ภาพจาก web site :

  • issuu.com
  • yudu.com
  • DONTfreemag.com
Advertisements

ห้องสมุด

ห้องสมุด

ยุคนี้ ผมอยากเห็นห้องสมุดเป็นแบบไหนนะหรือ

แน่นอนว่าถ้ามันจะมีชั้นหนังสือ จัดแบ่งประเภทเป็นหมวดหมู่ แบบที่เราเคยเห็นจนชินตา ก็มีไป

แต่ที่ผมอยากเห็นตอนนี้

ผมอยากเห็นห้องสมุด สวย เย็นสบาย ร่มรื่น ในห้องมี Computer จอใหญ่ ใหญ่ เช่น

นี่แหละใช่เลย เอาแบบนี้สัก ๑๐ เครื่องเลย

แล้วก็ขอให้มีแบบนี้อีกสัก ๑๐ ๒๐ เครื่อง

อ้าวแล้วหนังสือละเอาที่ไหน ก็ซื้อ สมัคร จากใน Book Store สิ หมายถึง electronic book นะ

ส่วนเจ้า Book Store นี้ ก็ต้องไปชักชวนสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เข้ามาอยู่ มาร่วมวงด้วย ไปบอกให้เขาทำหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ แน่นอนว่าเราก็คงอยากอ่านหนังสือภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาไทย มากกว่าหนังสือภาษาอังกฤษ (ถ้าเลือกได้)

ห้องสมุดแบบนี้ข้อดีมีเยอะแยะ ข้อเสียก็คงจะมี(มั้ง) จุดเด่นอย่างแรกคือ หนังสือสามารถกระจายไปยังห้องสมุดนี้ได้เร็วมาก เพราะมัน download ผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังห้องสมุด เร็วหมายถึงการแพร่ขยายในวงกว้างเมื่อเทียบกับที่จะส่งกันเป็นลัง ลัง ไปยังแต่ละห้องสมุด การดูหนังสือตัวอย่างก็ทำได้ง่ายถ้าบรรณารักษ์ต้องการ สำนักพิมพ์ก็น่าจะขายได้มากขึ้นหรือถ้าขายไม่มากขึ้นต้นทุนการทำหนังสือก็ลดลงนอกเสียจากว่าลงทุนกับแท่นพิมพ์ไปเยอะแล้วอันนั้นก็ช่วยไม่ได้ก็ต้องรีบไปหาวิธีคืนทุนให้เร็วก่อนที่จะโดนเบียดตกกระป๋องจากสำนักพิมพ์ยุคใหม่ ที่สามารถจะเกิดได้เร็วและต้นทุนต่ำกว่าอย่างแน่นอน

การค้นหา การยืม ทำได้สะดวก ห้องสมุดแบบนี้ทำได้เร็ว มี Computer มี Internet มีหนังสือ e-book และระบบบริหารจัดการ ก็สร้างได้แล้ว

ข้อด้อย มันต้องใช้ไฟฟ้า มันต้องมีอุปกรณ์แปลงข้อมูลดิจิตอลออกมาเป็นตัวอักษร ภาพ ซึ่งเมื่อเทียบกับหนังสือกระดาษแล้วมันไม่ต้องใช้ไฟฟ้า มันไม่ต้องมีตัวแปลงความหมาย ตาและความจำของมนุษย์สามารถอ่านจากสื่อนั้นได้โดยตรงโดยไม่ต้องถอดรหัสอีกให้วุ่นวายเหมือน e-book ถ้าไม่มีไฟฟ้าและไม่มีอุปกรณ์แปลงสัญญาณแปลงรหัส เจ้า e-book ก็คงง่อยรับประทาน

งบประมาณเป็นยังไงลองมาดูกัน

ราคา ipad ก็ประมาณ 16,000 Kindle ก็ประมาณ 7,500 บาท ต่อเครื่อง อย่างละ ๑๐ เครื่อง ก็ 160,000+75,000 = 235,000 บาท

เครื่อง iMac เครื่องละ 40,000 บาท ๑๐ เครื่อง ก็ 400,000 บาท รวม รวมแล้ว หกแสนกว่าบาท ถ้าทำเล็กกว่านี้ก็เหลือประมาณสองแสนถึงสามแสนบาท ยังไม่รวมสถานที่ ค่าไฟฟ้า ราคาขนาดนี้ถือว่าเล็กน้อยมากสำหรับงบประมาณในการจัดทำห้องสมุด

คุณว่ายังไงละ ห้องสมุดยุคใหม่ อ้อ อีกอย่าง เกือบลืม Printer เอาไว้พิมพ์จะพิมพ์ทั้งเล่ม (จะไหวไหม) หรือจะพิมพ์บางส่วนเท่าที่ต้องการจริง จริง เช่น ตำราอาหารถ้าเกิดว่าเราอยากจะทำอาหาร  มันก็คงไม่ได้จะทำทุกรายการในตำราในครั้งเดียว เราก็สามารถเลือกพิมพ์ออกมาเฉพาะที่จะใช้ก็พอ บ้านไหนมี Tablet ใช้เองก็ดึงข้อมูลเฉพาะหน้านั้น บทนั้นไป ก็ใช้ได้แล้ว ใครมีเงินเหลือใช้จะทำห้องสมุดแบบนี้ไว้ให้โรงเรียน ก็เชิญนะครับ

นักเรียน

นักเรียนหัวเหลี่ยมเอ้ย … คอยแต่จะให้คุณครูบอก ทำกันมาจนชิน ไขว่คว้า ค้นหา กันเองบ้างนักเรียนเอ๋ย

 

การเรียนต้องปฏิบัติ  ความรู้ไม่ได้มาจากแค่การฟังหรืออ่าน ยังไม่รู้ต้องหา ไม่ใช่คอยเฉลยจากครู แต่ก็ไม่ใช่ อมพะนำ แก้มตุ่ย ไม่คิดจะอ้าปากถามอะไร

“อยู่ทางโน้นนะ” ครูชี้มือไป

ถ้านักเรียนไม่เดินไป แล้วเมื่อไหร่มันจะรู้

คุณเริ่มสงสัยบ้างหรือยัง?

 

 

หัวเหลี่ยม — อยู่แต่ในกรอบ ไม่คิดจะออกไปไหน

 

พลังงาน

เช้า เขาตื่น เหลือบมองดู smartphone เปิด social apps ถอดปลั๊กไฟเครื่องชาร์ทแบตเตอรี่ออก
กดรีโมทเปิดทีวี ปิดแอร์ เปิดพัดลม เดินไปห้องน้ำ เปิดไฟ หยิบแปรงสีฟันที่ทำจากวัสดุพลาสติก หยิบหลอดยาสีฟันพลาสติก แปรงฟัน เปิดน้ำจากก๊อก อาบน้ำ ด้วยสบู่เหลว ในขวดพลาสติก เช็ดตัวจากผ้าขนหนู ใส่เสื้อ กางเกง ที่ผลิตจากโรงงานเสื้อผ้าขนาดใหญ่ ใส่ถุงเท้า รองเท้า ก้าวเท้าออกจากบ้าน จะขับรถยนต์ ขึ้นรถโดยสาร รถอะไรก็แล้วแต่ที่ทำงานจากพลังงานน้ำมันหรือกาซ ระหว่างนั้นก็อ่าน email, tweet ข้อความ อ่านข่าว

เขาไปไหน?
ไปประท้วง ไปรณรงค์เรื่องโลกร้อน เรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ฯลฯ

ไอ้ฉิบหาย !!! แต่ชีวิตแบบที่มึงใช้อยู่ทุกวันเนี่ย มันจะอนุรักษ์อะไรกันได้วะ
ถ้า น้ำมัน มันใช้ได้อีก ๕๐ ปี ถ้าประหยัดลงครึ่งหนึ่ง มันจะใช้ได้ ๑๐๐ ปี
แล้วไง?  ก็หมดอยู่ดี หรือถ้าใช้ฉิบหาย วายป่วง ก็อาจจะหมดใน ๒๐ ปี
แล้วไง? ก็หมดอยู่ดี
ยิ่งไปไล่เรียงดูของใช้ ของกินรอบตัวแต่ละอย่าง ว่ามีที่มาอย่างไร แล้วจะยิ่งเห็นว่า มันบ้ากันจนยุ่งเหยิงไปหมดจนเกินจะเยียวยาแล้ว นอกจากมันจะเจ๊งกันไปเป็นลูกโซ่ล่มสลายกันไปเองนั่นแหละ ไอ้เรื่องที่คิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างใจนั้นก็อย่าไปหวัง

จะกี่ปีก็หมดเหมือนกัน
จะไม่ใช้แล้ว แล้วจะเลิกใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ได้ไหม

หรือจะไปล่าปลาวาฬ เอามาทำเทียนไข?
ขี่จักรยาน ขี่เกวียน แล่นเรือใบ

หาพลังงานแบบใหม่?
มีทางเลือกอะไรบ้าง?

ก็แล้วแต่เธอ
ฉันอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงวันที่มันหมด
หรืออาจจะได้เจอวันนั้น มันก็เป็นไปของมันอย่างนั้นแหละ เอาตัวเองอยู่ให้รอดได้ก็แล้วกัน

เขียนครั้งแรกที่ http://kaebmoo.blogspot.com/2012/03/blog-post.html