ตำรา

ตำรา

นึกแนวจะเขียนไว้ แต่พอจะเขียนจริง จริง ชักจะไม่ค่อยลื่นไหล เหมือนตอนคิด เรื่องมีอยู่ว่า

เผาตำราแม่งทิ้งซะดีมั้ย ! ไม่ใช่ ไม่ถึงขนาดนั้น เอาแค่ว่าวางหนังสือ ละตำรา ทิ้งทฤษฎีไว้ชั่วคราว หรือประมาณว่า ไม่อ่านมันละ พอแล้ว ลงมือทำดีกว่า

ลงมือทำ หรือจะลงตีนทำ ลงอะไรทำก็แล้วแต่จะว่ากัน และนั่นก็ถูกต้องแล้ว แต่การวางตำรา ไม่ได้หมายถึงการทิ้งมันไปโดยสิ้นเชิง หรือบอกว่าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจกับมัน ความหมายของการวางตำราคือ มึงช่วยไปทำซะที หรือ do it now !  บ่อยครั้งที่เจอหนอนหนังสือ แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงแล้ว หนอนหนังสือ ไม่ได้ลงมือทำสักที มันก็เลยต้องกระตุ้นด้วยการบอกว่า “เฮ้ย วางหนังสือ แล้วไปลงมือทำ” จะได้เลิกเป็น เจ้าทฤษฎีแต่ไม่เคยทำอะไรสักอย่าง คิดดูสิว่าถ้าเราอ่านตำราทำกับข้าวจนสามารถบอกใครต้องใครได้หมดว่าไข่ทอด ต้องทำอย่างไร แต่ในชีวิตไม่เคยแม้แต่จะจุดเตาไฟ ตอกไข่ แล้วทอดเองเลยสักครั้ง มันจะเรียกได้ไหมว่าเขาที่เป็นผู้อ่านตำราทอดไข่พร้อมบอกเล่าให้ใครต่อใคร ฟังได้อย่างพิสดาร ว่าเมนูไข่มีอะไรบ้าง ทำอย่างไรบ้าง แบบนี้เขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทอดไข่ หรือทำกับข้าวด้วยไข่ ? อย่างนั้นหรือ ?

ตอนที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นคิดทฤษฎีหรือกฏต่าง ต่างขึ้นมานั้น ก่อนหน้านั้นเขาไปอ่านเรื่องที่เขาคิดได้มาจากไหน? เขาอาจอ่านจากความรู้อื่น อื่น ที่เกี่ยวข้องหรือความรู้พื้นฐาน แต่ไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดได้ใหม่อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น มันจะใช่เรื่องที่เขาคิดไหมละ นั่นก็คือ มันไม่มีหรอกตำรา มันมีแต่เรื่องที่ทำจนได้ผลแล้ว เสร็จแล้วมันจึงเอาผลที่ได้มาเล่าต่อ เอามาขยายความ เอาผลที่ได้มาเขียนเป็นตำรา มีคนกล่าวว่า ความรู้ที่อ่านได้จากตำราก็เป็นแค่ความรู้มือสอง มือแรกก็อยู่ไอ้คนที่เขียนตำรานั่นแหละ (ถ้ามันไม่ไปอ่านของคนอื่นแล้วเอามาเขียนอีกทีนะ) ดังนั้นถ้าเราไม่ลงมือทำเองเราก็จะได้แต่ความรู้มือสอง มือสาม มือสี่ ไปเรื่อย

เอาโวย เผาทิ้ง ไปลุยทำดีกว่า

แบบนี้ก็อาจฉิบหายได้เหมือนกัน ทำไม?

รู้จัก Darthvader จากเรื่อง Star Wars ไหม http://www.starwars.com/explore/encyclopedia/characters/darthvader/ เขาก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของ Yoda แล้วทำไม Darthvader ซึ่งก็เป็นอัศวินเจได ซึ่งมันก็เรียนตำราจากอาจารย์เดียวกันเหมือน Jedi อื่นถึงกลายเป็นฝ่ายชั่วไปเสียได้ นั่นก็เพราะมันไม่เชื่อฟังอาจารย์หรือสิ่งที่ถูกต้องนั่นเอง หรือจะบอกว่ามันไม่เชื่อฟังตำราของอาจารย์นั่นแหละ ด้วยเหตุนี้มันจึงยังเผาตำราทิ้งไม่ได้ (นอกจากมันเป็นตำราของซาตาน) นอกจากนี้แล้วก็มีอีกว่า

๑. ถ้าเราไม่ได้เป็นคนแรกที่คิดได้เองในเรื่องที่เราจะทำ ดังนั้นการที่เราจะไปทำอะไรในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่ว่านั้นมันก็ต้องมีกรอบ ไว้ให้เราเทียบเคียงว่า สิ่งที่เราได้ทำ เราทำไปถูกทางไหม ถูกวิธีไหม ไม่อย่างนั้นแล้ว ไอ้สิ่งที่เราทำ จะกลายเป็นเข้ารกเข้าพงไป เดี๋ยวกลายเป็น Darthvader ขึ้นมา ก็ซวยสิครับท่านผู้ชม
๒. เราไม่อาจจะมีครูอาจารย์ให้สอบถามได้ตลอดเวลาที่เราต้องการ ดังนั้นการมีตำรา ก็มีไว้เพื่อตรวจสอบ ตอบคำถามของเราแทนครูอาจารย์ ใช้ตอบข้อสงสัย หรือ ใช้เทียบเคียงกับผลที่ได้จากการปฏิบัติ แล้วก็เทียบเคียงกับตัวเอง

ส่วนเรื่องคิด ก็ต้องคิดกันไปตามความจำเป็นแห่งเหตุ ยังไม่ถึงฝั่งจะไปถีบเรือทิ้ง ก็คงตกน้ำ ไปไม่ถึงฝั่ง

มีอะไรอีกไหม คิดไม่ออกแล้ว ไปคิด ไปทำกันเอง ตามแต่สติ ปัญญาของท่านแล้วกัน

อยากแสดงความเห็น จงแสดง ใครไม่แสดงขอให้กามตายด้าน ใครกามตายด้านไปแล้ว ถ้าไม่แสดงขอให้กามหายด้าน เพี้ยง !!! ส่วนผมตอนนี้สงสัยกำลังเป็นปีศาจคาบไปป์ อุ้ย ไม่ใช่ ตอนนี้คงเป็นปีศาจคาบตำราอยู่ ฮี่ ฮี่ (แต่ฟันไม่ดำ)

Advertisements

2 thoughts on “ตำรา

  1. ตำรานั้นมันไม่มี แรกๆมันเริ่มจากการสังเกตุ ลองผิดลองถูก ลงมือทำไปเรื่อยๆ มันจึงใช้การสังเกตุบวกประสบการณ์แล้วก้อเกิดผลงาน วิทยายุทธจึงสั่่งสมตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่นและก็มีการขัดเกลาบวกใครอยากแหวกแนวอะไรก้อทำกันไปตามจินตนาการ เราจึงพบว่า สิ่งมหัศจรรย์อะไรที่คนยุคก่อนทำได้ ทำไมเดี๊ยวนี้เราทำไม่ได้ แถถมยังอัสจรรย์ใจว่าเขาทำกันได้อย่างไร

    พอเริ่มมีการบันทึก มันก็ดีตรงที่ความรู้มันไม่หล่นหาย สิ่งที่คิดค้นมาได้มันไม่ได้อยู่ที่คนไม่กี่คนเช่นลูกศิษย์สำนักนี้ หรือ คนในหมู่บ้านนี้ ปรมจารย์ท่านนี้(เกิดแกตายไป คราวนี้ซวยเลยนะ) … แต่คนเราพอบันทึกอะไรไว้มากๆ ก็เริ่มเอาจริงเอาจังกับมัน เริ่มมีกรอบขึ้นมาทีละนิดละนิด คนๆนึงอ่านหนังสือ 10 เล่ม แล้วเกิดชักมันส์ก้อไปเขียนหนังสือเล่มที่ 11 ออกมา มันก็เพิ่มประมาณขึ้นมาเรื่อยๆด้วยหลักการขยายตัวแบบนี้

    ยิ่งหนังสือมาก คนยึดติดกับมันมาก ความกล้าก็จะน้อยลง คือ ไม่กล้าแหวกแนว ทำตามตำราไม่ผิดแน่นอน พอนานเข้านานเข้าเลยเอาจริงเอาจังกับตำรานี่แหละ คิดว่า “เทพ” สื่งที่ค่อยๆหายไปคือ การรับรู้ การสัมผัส การสังเกตุ สิ่งต่างๆรอบตัว ความไว้วางใจในตัวเองมันหายไปทีละน้อย ไปวางใจกับตัวอักษรที่บันทึกซึ่งจะเรียกว่าความรู้ที่มันตายไปแล้วแล้วก้อได้ เพราะมันไม่ได้มาสดๆแบบที่คนยุดแรกที่เขาสัมผัสเขาเห็นเขาสังเกตุ มันสด หัวใจมันยังเต้น ตุ๊บ ตุ๊บ

    ตำรา คือ ตำรา คงเหมือน เงิน นั่นแลหะมั้ง คือ อยู่ที่เราจะใช้ยังไง มันคือเหรียญ 2 ด้าน

    ส่วนเรื่องคิด เนื่องจากระบบการศึกษาแบบตะวันตกที่เรารับมา รวมทั้ง ปรัชญาต่างๆจากทางตะวันตก ที่ต้องคิด ถกเถียง และตั้งทฤษฎี มันเลยกลายเป็นว่า ความคิดจะนำไปสู่คำตอบ ซึ่งตัวเองก็ติดมาโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้อยู่ในช่วงถอนพิษ 5555 การเอาแต่ทฤษฎี นิยาม พิสูจน์ในกรอบ มันจะฝืนธรรมชาติ เพราะบางครั้งเราไม่สามารถจับอะไรใส่กรอบได้ เช่น คุณลองนิยามคำว่า ความรัก ความยุติธรรม ถาม10 คน อาจจะได้ 10 คำตอบก้อได้ ไม่มี frame ไหนที่จะบรรจุมันลงไปได้ ซึ่งนี่ก็นำไปสู่อุดมคติ เช่น บางคนจะเอามาร์กซ บางคนcapitalism บางคนconservative จะจับโลกลงไปในกรอบที่คุณจะเอา มันเลยมีแต่ความขัดแย้ง ….

    (เอ้า ทำไมขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แล้วลงท้ายเป็ยบ้องกัญชาหละเนี่ย 555)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s