กิน

วันนี้เล่าเรื่อง กิน รับประทาน แดก ยัดห่า ดื่ม … ก็ตามแต่ภาษาจะว่ากันไป

ผมสังเกต เห็นเรื่องการกินของคน บางครั้งก็ดูช่างมีปัญหามากกับบางคน กับหลายคน หรือบ้างก็ไม่มีปัญหา เราควรจะกินอะไรดี? คำถามมันก็บอกอยู่แล้วว่า กินอะไร “ดี” มันก็ควรจะกินของ ดี แล้วอะไรที่มันดี คิด คิด ดู

๑. กินแล้วไม่ตาย เพราะพิษ เพราะเชื้อโรค ไม่ว่าจะกินเข้าไปแล้วแพ้ กินแล้วขี้ไหลไม่หยุด กินแล้วโดนเชื้อโรคเข้าไปทำให้เจ็บป่วยตาย กินแล้วอ้วนตาย กินแล้วผอมตาย อันนี้คือกินแล้วเบียดเบียนตัวเอง ครับมันต้องกินแล้วไม่เบียดเบียนตัวเอง อันนี้ประการแรก
๒. กินแล้วไม่เบียดเบียนผู้อื่น อันนี้ปัญหาโลกแตก บ้างก็ยึดเอา ธรรมเนียม วัฒนธรรม เลยไปจนถึงศาสดา ศาสนา ตามแต่จะว่ากันไป ใจความคืออย่าไปเบียดเบียนเอาด้วยความโลภ ด้วยกิเลส ด้วยความอยาก จนเกินความพอดี

ผมว่ามันก็มี ๒ เรื่องหลัก หลัก นี่แหละ ที่พอจะเป็นแนวทาง ส่วนไอ้เรื่อง อร่อย ถูกใจ ถูกปาก นั้น มันก็เป็นไปตามจริต มายา อุปทาน การปรุงแต่ง ของแต่ละคนแล้วละครับ หาเนื้อแท้ แก่นสารอะไรไม่ได้หรอก ก็ตามแต่จะสนองกิเลสกันไป

พูดมานี่ ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ “มึงไปกินขี้สิ” ครับ อันนี้ก็ควรเลือกเอาให้เหมาะแต่พอควร ไอ้ครั้นจะไปบอกว่า ไอ้คนกิน(แดก)เนื้อหมา มันเลวทราม ก็ใช่ที่ อย่างที่บอก บ้างครั้งมันก็ดูตามธรรมเนียม วัฒนธรรม และถ้ามันต้องเบียดเบียนกันเกินไปนักมันก็คงไม่เหมาะ เดี๋ยวมันสวนกลับมา เวลาที่มึงกิน(แดก) หมู เป็ด ไก่ วัว ควาย กระต่าย กบ นกกระจอกเทศ กวาง แกะ แพะ ปลา ไม่เห็นพวกมึง(คุณ) โวยวายกันเลย นอกจากพวกกินเจ กินมังสวิรัติ อาจจะออกมามองค้อนเอาบ้าง

ดังนั้นการกินแบบที่ ๒ นี่ก็ควรจะไปศึกษารายละเอียด ให้ถ่องแท้ ชัดเจน เข้าใจ มากกว่าจะไปเชื่อ หรือทำเอาเองตาม ตาม กันไป ตามที่ได้ยิน ได้ฟังมา หรือตามความเชื่อของตน
ส่วนไอ้การกินแบบแรกที่ควรจะเป็น นั่นก็คือ กินให้ สะอาด สด บางคนเถียงอีก ของดองมันจะสดไหม เอ็งก็ไปดูอันแรก คือ สะอาด ไม่เป็นพิษ สดในที่นี้คือ ปรุงสด ไม่บูด ไม่เน่า รสชาติ มันจะเป็นอย่างไร ก็ให้มันถูกหรือเหมาะกับร่างกาย ไม่ใช่เป็นเบาหวานแล้วจะซัดน้ำตาลวันละ ๑๐ ช้อน เพราะชอบหวาน จะเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ก็ให้มันพอดีกับร่างกาย (นอกเหนือที่จะบอกว่า อร่อย ไม่อร่อย)

บางคนบอกว่า กินนี่ ไม่ได้ กินโน้น ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลในเรื่องของอันตรายกับชีวิตและหรือตามหลักศาสนาแล้วละ ก็ ดูจะเป็นเรื่องปัญญาอ่อน มาก มาก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ของในโลกนี้ถ้าเกิดว่ามันมีคนในมุมใดของโลก มันสามารถจะกินของนั้นได้ (เรากำลังพูดถึงคนอยู่) มันก็ไม่ควรจะมีปัญหาอะไรในการกินทั้งนั้นแหละ จะเรียกว่า กินง่าย อยู่ง่าย ก็ได้

อย่างเช่น คนในดินแดนน้ำแข็ง ปาดเนื้อแมวน้ำ เนื้อปลากินกันสด สด ไอ้คนบางจำพวก บอก อี้ กินเข้าไปได้ยังไง ก็ชาวดินแดนน้ำแข็งมันกินแล้วก็ไม่ได้ตายโหง ตายห่า ก็อยู่กันมาจนถึงปัจจุบัน ตกลงว่าไอ้พวกไหนมันมีปัญหาเรื่องการกิน? เรื่องของเรื่องก็คือ นอกเหนือจาก ๒ ข้อข้างต้น ในเรื่องของการกิน มันไม่ควรจะมีปัญหาอะไรกับชีวิตทั้งนั้นแหละครับ

บางคนบอกว่า “ไม่กิน เพราะไม่เคยกิน” ฟังดูก็แปลก “ไม่กิน เพราะไม่ชอบกิน” ฟังดูก็แปลกอีก ที่สุดแล้วมันอยู่ที่ใจเท่านั้น แต่ถ้าจะบอกว่า “ไม่กิน เพราะกินเข้าไปฉันจะตาย” อันนี้ค่อยฟังดูไม่แปลก

ไม่ว่าจะเป็นวันอะไร มีอะไร ก็ แดก แดกกันไป กันตาย … เอาเรี่ยว เอาแรง ไปทำมาหากิน ไปเจริญสติ ไปปฏิบัติตามหลักศาสนา(แท้จริง)ของใครของมัน ไม่ต้องเรื่องมาก ศีลห้าทำให้ได้เถอะ(กู)

คนใช้แรงงานค่าจ้างรายวัน ไม่เคยเห็นเรื่องมากเรื่องกินเลย เพราะมันแทบไม่มีจะกิน(แดก) คนบางจำพวกพอมีเยอะ เลือกได้ ดันเสือกมีปัญหาขึ้นมาอีกเรื่องคือเรื่องกิน ตกลงจะฉลาดดีไหมเนี่ย

“ก็ชั้นเลือกได้ ชั้นจะเลือกทำแบบนี้ ไม่ได้เดือนร้อนใคร” อันนี้ถ้ามันไม่ได้กระทบกับชีวิตของท่าน หรือไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้สร้างภาระให้กับตัวเอง หรือกับใคร ก็ทำไปเถิด แต่ถ้าเมื่อไหร่ มันจะต้องวุ่นวาย หรือเบียดเบียนตัวเองหรือคนอื่น ก็ฉุกคิดสักนิดนึงว่า ถ้าจะแก้ปัญหาอย่างนึงได้ แต่ก็ไปสร้างปัญหาอีกด้านนึง สรุปแล้วก็มีปัญหาอยู่ดี หาความพอดีไม่ได้ แบบนี้จะทำอย่างไร จะวางตัวอย่างไร ก็ไปศึกษาหาเอาต่อละกัน (ตามประเด็นในข้อ ๒)

ท้ายสุด
เรื่องนี้ไม่ได้บอกทางออกหรือวิธีการให้ ท่านควรไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง ผมแค่เปิดประเด็นมาเฉย เฉย และถ้าท่าน ไม่กินปลาร้า ไม่กินผัก ไม่กินวัว ไม่กินควาย ไม่กินไข่ ไม่กินนม ไม่กินนี่ ไม่กินโน้น ไม่กินนั่น !!! ผมก็จะบอกว่า “ครับ พี่ครับ มีอะไรก็แดก แดก ไปเถอะครับ ถ้ากินแล้วไม่ตายห่าไปก่อนวัยอันควร” พูดแบบนี้ก็ไม่ใช่บอกว่าให้ยัดห่า(รับประทาน)ได้ไม่เลือกหรือกินดะ อย่าลืมไปดู ๒ ข้อ ข้างต้นด้วยนะครับ

 

เอ้า ฟังเพลง

บ้านนอก ๓ จี

ผมเป็นคนโง่ การศึกษาน้อย แต่บ้านนอกผมมี ๓ จี ใช้ด้วย อู้ฮู้ ทำปากจู๋ จู๋ ส่งเสียงแบบไม่น่าเชื่อ ผมเคยได้ยิน(เห็น)คนแถวบางกอก ก่น บ่น ด่า ระบบ ๓ จี ว่าใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง บางทีก็บ่นคนโน้นคนนี้ว่าถ่วงความเจริญ ไม่ยอมทำ ๓ จีให้ใช้สักที ประเทศเพื่อนบ้านเขามีใช้กันไปหมดแล้ว นั่นนะสิเนอะ ไอ้ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่า ๓ จีคือ อะไร แต่บ้านนอก คอกนาผมห่างจากบางกอก ๔๐๐ กิโลเมตร นี่ไม่นับบ้านยายผมที่ห่างร่วม ๘๐๐ ก.ม. ข้างหลังเป็นเขาและทุ่งนา แต่ อุ้ยอะไรกันนี่ บ้านนอกผมมีโมบายอินเทอร์เน็ต ๓ จี ใช้ด้วยหรือ ผมจะใช้มันทำอะไรดีหนอ แบบที่คนบางกอกเขาใช้กันมีอะไรบ้างนะ เฟสบุ๊ค เล่นเกมส์ ทวิตต้ง ทวิตเตอร์ เขาว่า ๓ จี มันจะช่วยเพิ่มผลผลิต บางทีผมนึกฝันไปไกล จากที่ได้ยินจากข่าวถึงขนาดที่ว่าทำ จีดีพี ของประเทศมันจะเพิ่มขึ้น (จีดีพีคืออะไรวะ) โอ้ว นี่ผู้คนจะพ้นความยากจนกันแล้วหรือนี่ และอาจทำให้ประชาธิปไตยของประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นด้วยเมื่อมี ๓ จี เมื่อเสรีภาพที่จะเปิดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อดูหนังโป๊โดยไม่กระตุกให้เสียเส้น เสียอารมณ์ สำหรับให้คลายกำหนัดเป็นครั้งคราว จะทำได้อย่างอิสระเสรี ว้าว ว้าว ว้าว

ไม่รู้ว่ามัน(๓ จี) จะทำให้ข้าวในนา ผลไม้ในสวนของชาวนา ชาวไร่ งอกงามขึ้นด้วยหรือเปล่า แต่ที่แน่ แน่ เห็นชาวบ้านเขาแบ่งพื้นที่นา นิดนึงไปให้เขาเช่าตั้งเสา ๓ จี ก็ดีนะ อย่างน้อยก็ได้ค่าปุ๋ย ค่ายา มาใส่ในนาข้าวได้ อะ แต่ว่าของแบบนี้ ไอ้การที่จะให้เขามาตั้งเสาในที่ของเรา มันก็ต้องมีเส้นสายกันบ้างละนะ

ไอ้เจ้า ๓ จีนี่มันท่าจะดีจริง จริง อย่างที่เขาว่า มันรวด มันเร็ว ผม แอบ แอบ เห็น เขาโชว์รูปกันเวลาไปเที่ยว ไปกิน ไปขี้ ไปปี้ จิจ๊ะ จ๊ะจ๋า กันแหม มันช่างทันอกทันใจ สมความอยากได้รวดเร็วจริง จริง ข่าวน้ำท่วม ฝนตก รถติดก็รายงานได้ นี่ถ้าเป็นบ้านผมคงเอามารายงานหมาดำออกลูกได้ด้วย ว่าครอกนี้มันออกลูก ๕ ตัว แต่ละตัวน่ารัก น่าชัง สายสะดือนะเหรอ แม่มันฟาดเรียบไปแล้ว ลูกหมาไม่มีเล็บขบ ขาที่ห้าก็ไม่มี นี่เห็นว่า ๓ จี มันตรวจหวยได้ด้วยนะ “พวกเธอจะดูสายสะดือลูกหมาไปแทงหวยมั้ยจ๊ะ เดี๋ยวเค้า โพสต์ขึ้น เฟสบุ๊คให้ดู” ส่วนรายงานจราจรรถอีแต๋น บนถนนควายเดิน นี่คงจะไม่คึกคักเท่าไหร่ เพราะแต่ละวันที่มองเห็นก็มีรถอยู่เท่าเดิม

วันไหนคนบางกอกเขามาสูดอากาศ ชาร์ตแบตเตอรี่พลังชีวิต (ท่าทางแล้วแถวบ้านเขาคงจะบัดซบมากจนขาดพลังชีวิต) วันไหนที่หนีความวุ่นวายของบางกอก มารับความบริสุทธิ์แถวบ้านนอก มาดูชาวบ้านต้อนวัว ไปกินหญ้า เขาคงชอบที่มี ๓ จี ให้ใช้เอาไว้ถ่ายรูป ส่งไปให้เพื่อน เพื่อน ที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ในที่ทำงาน ในคอนโดฯ ได้กรี๊ดกร๊าด ดูเล่นกันตัวสั่นตูดขมิบแทบไม่ทันด้วยความอิจฉา

จะว่าไปแล้วที่บ้านนอก หมอที่อำเภอ เขาคงดีใจ ไม่เหงา ที่จะต้องมาอยู่บ้านนอก คอกนา อย่างน้อย นอกจากใช้อินเทอร์เน็ตที่ทำงาน กลับไปบ้านพักก็คงจะแชทกับเพื่อน เพื่อน ผ่าน ๓ จี ได้ โหลดหนัง(เถื่อน) มาดูให้หายเหงาในวันหยุดผ่าน ๓ จี ก็ได้ด้วย จะได้มีแรงไปรักษาคนป่วยในวันทำงาน

อีกอย่าง วันก่อนนี่นะ ผมเห็นข่าวแกงมัสมั่นกลายเป็นกับข้าวมีชื่อเสียงใหญ่โตดังคับโลก ผมละต้องรีบใช้ ๓ จี กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่หยิบยืมเขามา เอามาเปิดดูสูตรแกงมัสมั่นในอินเทอร์เน็ตเลยเชียว เขามีวีดีโอ สอนทำด้วยนะ ผมล่ะเปิดดูเพลินเลย ไม่มีกระตุก สะดุดให้เพลียหัวใจ ดูจนลืมหิว นี่ก็ว่าจะไปเชือดไก่หลังบ้านมาลองแกงตามสูตรเขาดูสักตัว ตั้งใจจะแกงไปใส่บาตรให้หลวงพ่อฉันสักหน่อย ว่านี่น่ะเมนูระดับโลก ผลบุญคงมากโขอยู่

อูย นี่ยังไม่นับ การโฟนอิน วีดีโอลิ้ง มายังบ้านนอกคอกนาอีกนะเนี่ย มาไวยิ่งกว่าแผ่นผี ซีดี เถื่อนอีก แหม ๓ จี นี่มันดี จริง จริง ไหนจะข้อความธรรมะ สวยหรู ที่เสพได้จากข้อความทางโทรศัพท์ จากอินเทอร์เน็ต ผ่าน ๓ จี จนจะทำให้พวกผมพบทางนิพพานก็เข้าไปทุกขณะจิตอยู่แล้ว ช่างดี จริง จริง (อีกครั้ง)

เป็นไง อิจฉาคนบ้านนอกอย่างผมไหม ที่มี ๓ จีใช้มาหลายปีแล้ว

หมายเหตุ (เรื่องจริง)

1. ๓ จี (โทรศัพท์) หรือเกือบ เกือบ ๓ จี มีให้ใช้มานานแล้วใน ๕๒ จังหวัดของประเทศไทย จนเกือบจะเลิกใช้แล้วในอีกปีสองปีข้างหน้า
2. ไอ้เรื่องที่เล่า เล่า มาคนเขียนตอแหลเอาทั้งนั้น
หมายเหตุ (ของหมายเหตุ)
๕๒ จังหวัดที่ว่าได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย แม่ฮ่องสอน ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร ตาก สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร ชัยภูมิ อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี เลย หนองคาย บึงกาฬ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฏร์ธานี สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส (ครบ ๕๒ มั้ย? นับเองละกัน)

ปล. บทความนี้ เขียนตอนอยู่บ้านนอก และใช้ 3G ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต บะ บะ บะ ของเขาดี จริง จริง

ปล่อยวาง พลังบวก พลังลบ

วาง ไม่วาง บวก ไม่บวก ลบ ไม่ลบ

ผมได้อ่านบทความเรื่อง “ป่วนกระแสกับบุญชิต ฟักมี ว่าด้วย “ประจุพลัง” ทั้งหลายที่วนเวียนในประเทศนี้” ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีบทความคล้ายกันแบบนี้ ประมาณว่า “มึงบ้าเหรอ โลกนี้ไม่ได้สวยงามแบบที่มึงพยายามบอกหรอก” (หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวของ นิ้วกลม)

โดยส่วนตัวผมชอบ แนวคิดคุณบุญชิต ฟักมี (อย่าได้เขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษเชียว) เพียงแต่อยากขยายความสักหน่อย เรื่องพลังบวก พลังลบ การปล่อยวาง กันหน่อยโดยเฉพาะอย่างหลัง มันก็เป็นจริงอย่างที่คุณบุญชิต เขาบอก ทั้งพลังบวก พลังลบ มันก็เป็นพลังสุดโต่งกันทั้งนั้น ยิ่งมีมากก็พลอยจะทำให้บ้ากันไปใหญ่ ที่ถูกต้องคือมันควรจะกลับเข้ามาสู่ความเป็นกลาง (neutral) ซึ่งไม่บวก และ ไม่ลบ หรือที่ประจุ + –  มันมาเจอกันแล้วหักล้างกันหมดพอดี

อย่างที่พุทธทาสบอกไว้ว่า

สิ่งทั้งปวง ล้วนแต่ลวง ให้ยึดมั่น
ได้เท่ากัน ทั้งที่ ดีและชั่ว
ที่ว่าดี ยึดไว้เพราะ ” ได้ ” แก่ตัว

ที่ว่าชั่ว ยึดเพราะกลัว ตัว”เสีย”อะไร
ก่อให้เกิด หนักใจ ได้เท่ากัน
ไม่ว่าจะ ยึดมัน นั้นแง่ไหน

ดีดั่งหมาย เดี๋ยวก็กลาย เป็นจืดไป
สิ่งใดใด ก็ต้องเป็น เช่นว่ามา

ถ้าอย่าหลง ยึดมั่น ทั้งชั่ว-ดี
จะวางจิต ถูกวิธี ทั้งหลัง-หน้า
ชั่วและดี กลายเป็นเครื่อง เรืองปัญญา
ไม่เป็นบ้า เพราะชั่ว-ดี นี่! นิพพานฯ

เรื่องการปล่อยวางก็สำคัญ แล้วก็ต้องเน้นให้มาก ว่า การปล่อยวาง ไม่ใช่การวางเฉย หรือ การไม่สนใจใยดี ไม่ใช่การนิ่งเฉย การไม่เอาธุระ ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เป็นการปล่อยวางที่ผิด จะพากันเข้ารกเข้าพง กันไปหมด การปล่อยวาง มันต้องปล่อยวางด้วยปัญญา แล้วถ้ามีปัญหาก็เข้าไปแก้ไข ทำให้มันถูกต้อง อย่างที่ควรจะเป็น นั่นควรจะเป็นการปล่อยวางที่ถูกต้อง การปล่อยวาง คือการที่ปล่อยวางใจลง ใจที่วางลงอย่างเป็นปกติ ใจที่ปราศจาก อคติ กิเลส ตัณหา แล้วถ้ามีอะไรจะต้องทำ จะต้องแก้ไข ก็ไปทำ ทำให้มันดีขึ้น แก้ไขให้มันลุล่วง เกิดประโยชน์ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่ใจไม่ต้องทุกข์แล้ว ก็ยังได้ประโยชน์จากการเอาใจใส่ในสิ่งที่ทำนั้น สิ่งต่าง ต่าง ที่เราได้แก้ไข ได้ทำให้สำเร็จลุล่วง ก็จะเกิดประโยชน์ขึ้นมาได้

ทำทุกอย่างไปตามความเป็นจริง มองเห็นมันแบบจริง จริง ฝึกการเห็นแบบที่ไม่ต้องบัญญัติ แล้วก็วางใจให้เป็นกลาง ทำประโยชน์ให้เกิดกับตนเองและผู้อื่น นั่นแหละพลังที่ถูกต้อง สวัสดีวันศุกร์แห่งชาติ

ตัวจริงของเธอ

บ่อย บ่อย ที่เห็นเขาเดินผ่านมาและทักทาย แต่เธอทำเฉย เฉย ไม่ค่อยยิ้มและพูดจา
แต่สิ่งที่ฟ้องว่ามันไม่จริงคือสายตา สบตากันทุกครั้ง ก็เป็นเธอที่หวั่นไหว

เจ็บปวดรู้ไหมที่ได้รู้ความเป็นจริง ว่าเธอนั้นไม่เคยจะลืม และยังรักเขามากมาย
เจ็บปวดทุกครั้งแต่ต้องทนดูเรื่อยไป จะห้ามได้อย่างไร กับเขาคนที่เธอไม่ลืม

ตั้งแต่เมื่อฉันและเธอตกลงมาคบกัน แค่ตัวเธอเท่านั้น เท่าที่ฉันครอบครองได้
แต่สิ่งที่ฉันต้องการจากเธอคือหัวใจ แต่จะทำยังไง ให้เธอลืมเขาคนนั้น

อยากเก็บเขาไว้คงไม่ฝืนหัวใจเธอ ไม่ต้องการอะไรจากเธอ ถ้าต้องฝืนใจให้กัน
อยากเก็บเขาไว้ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน จะรู้ไว้เท่านั้น ว่าฉันเป็นตัวจริง ของเธอ

ฉันนั้นหวังว่าคงต้องมีวันหนึ่ง ที่เวลาจะคอยเยียวยาให้เธอหายดี
แต่คงจะคอยนานมากไป จิตใจมันเลยบางลงทุกที รู้บ้างหรือเปล่าฉันเป็นอย่างไร

อยากเก็บเขาไว้ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน จะรู้ไว้เท่านั้น ว่าฉันเป็นตัวจริง ของเธอ