เริ่มต้นอย่างไร

ออกตัว

๑. ผมไม่ได้มาสอน
๒. ผมยังเรียนรู้ไม่จบ
๓. ผมแค่อยากให้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นและกับตัวเอง

เริ่มต้นอย่างไร ใช้อะไร ใช้ความคิด ใช้ศรัทธา ใช้อะไรดี

เวลา

บางคนนอนดึก บางคนตื่นเช้า บางคนนอนหัววัน บางคนตื่นสาย เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน มันก็มีเวลาทั้งนั้น จะเป็นช่วงไหนที่เหมาะกับเราก็ต้องทดลองกันเอง เวลาปวดท้องขี้ มีใครบ่นไหมว่า ไม่มีเวลาเลย ต้องอั้นขี้ อั้นเยี่ยว อันนี้เราว่าน้อยนักที่จะมี ถึงเวลาปวดจริง จริง มีเวลากันทุกคน เพราะคงไม่มีใครอยากจะขี้แตกราดกางเกงหรอก ฉะนั้น อย่างแรก ได้เวลามาละ !

สมาธิ

มีเวลาแล้วเอาไปทำอะไร ลองหัดทำสมาธิดู (สมถกรรมฐาน) ทำอย่างไรหาอ่านเอา ยกตัวอย่างให้เช่น http://www.vimuttidhamma.org/article.php?subaction=showfull&id=1172226179&archive=&start_from=&ucat=3& ทำเพื่ออะไร ทำ ทำไม อย่างแรกได้ความสงบ จากนั้นถ้าจะเอาไปเจริญสติ ปัญญา ก็ว่ากันไป ทำแล้วได้อะไรแค่ไหนก็ค้นคว้ากันไป ทำวันละ ๕ นาที ตอนเริ่มใหม่ ใหม่ หรือจะมากกว่านั้นก็แล้วแต่ เท่าที่ผมเคยทำ ๕ นาทีก็หรูแล้วสำหรับตอนเริ่มต้น จากนั้นมันก็ทำได้เพิ่มเองไปตามลำดับ เป็น ๑๐ นาทีบ้าง ๑๕ นาทีบ้าง จนไปถึง ๓๐ นาที (หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้ทำ ฮ่า ฮ่า) มาเริ่มใหม่ก็จะทำได้น้อยลงอีก เปรียบเหมือนเราออกกำลังกายเวลาเล่นกีฬา ถ้าขาดการฝึกซ้อมก็ต้องกลับมาเริ่มกันใหม่ กว่าที่จะแข็งแรงได้เหมือนเดิม

ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่รู้จะเริ่มทำไม

บางคนมักจะบอกว่า ไม่เชื่อ (หรือเชื่อ) ฉันก็เป็นแบบนี้ ฉันก็ยังอยากจะอยู่แบบนี้ ฉันแค่คิดดี ทำดี ก็พอแล้ว เป็นคนดีของสังคม ฉันไม่ทำร้ายเบียดเบียนใคร ฉันไม่กินเนื้อ ฉัน นี่ ฉัน โน้น ฉัน นั่น เอาเป็นว่าสารพัดเหตุผลที่จะใช้บอก อันนี้เท่าที่ผมจำได้ จากการได้ยินมา จำไว้อย่างหนึ่ง ถ้าคิดว่าไม่พร้อมจะทำ ลองคิดแบบนี้ อย่าใช้เหตุผล หรือ ตรรกะ ใด ใด ในการคิด การอธิบาย การหาเหตุผล ต่าง ต่าง ให้ใช้ความรู้สึก ความศรัทธา ใช้ศรัทธา ! นึกไม่ออก ลองคิดถึงตอนที่เรา ชอบใคร ปิ๊งใคร สักคน รักใครสักคน จำความรู้สึกนั้นได้ไหมว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรหรอก ที่จะรัก จะชอบ หรือจะมีเหตุมีผล มันก็มีเหตุมีผลทีละเล็กละน้อย (พอนึกออกไหม) รู้ตัวอีกทีก็รักไปแล้ว ชอบไปแล้ว (ไม่เหมือนตอนเลิกกันเนอะ สารพัดเหตุผล ยกมาได้หมดทุกข้อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า)  นั่นแหละ

ใช้ความเชื่อ ความศรัทธา และกล้าที่จะทดลอง ไม่ต้องไปลองที่ไหนหรอก จะไปสำนัก จะไปวัด ไปอะไรอาจจะเขิน เขิน อาย ก็เอาเป็นว่าไม่ต้องไปไหนก็ได้ (ถ้าไปก็ดีนะ แอบ แอบ ไปก็ดี) แอบไปก็ไม่ต้องเขินใคร อายใคร (จะทำดียังอายอีกเนอะ อย่างว่าครั้งแรกก็งี้) แอบ แอบทำไง ง่ายที่สุด ไม่ต้องคอยตอบคำถามใครหรือมีใครมาวุ่นวาย “บ้านชั้นคนอยู่ตรึม ไม่มีที่ว่างจะปลีกตัวได้เลย” ถ้าแบบนั้นก็ต้องไปหาที่ส่วนตัว ส่วนตัวหน่อยแล้วละ ที่ไหนก็ว่ากันไป หากันเอาเอง สำคัญคือ กล้าที่จะทดลองทำ มันไม่ได้ใช้อะไรเลยนอกจากตัวเราเองเท่านั้น (ศึกษาจากตำราที่ถูกต้องเท่านั้น และจาก ครูบาอาจารย์ แท้ แท้ จะได้ไม่หลงผิด หลงทางกันไป) สรุปว่า สมาธิพื้นฐาน ทำตามนี้ก็เหลือจะพอ http://www.vimuttidhamma.org/article.php?subaction=showfull&id=1172226179&archive=&start_from=&ucat=3&  (อย่ามีอาจารย์เยอะนัก ฮ่า ฮ่า เดี๋ยวมั่ว) ผิดทางหรือถูกทางก็ใช้การเปรียบเทียบเอาทั้งกับตัวเองและแหล่งข้อมูล

ส่งท้าย

ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปรอให้เกิดวิกฤตในชีวิตแล้วค่อยคิดอยากจะทำเลย แม้ว่า มันจะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาก็ตาม บางคนได้ใช้โอกาสแบบนี้ เช่น อกหัก ผัวทิ้ง คนรักตาย ฯลฯ พูดง่าย ง่าย ว่าผิดหวังกับชีวิตก็เลยคิดจะวิ่งหาวัด เหมือนป่วยแล้ววิ่งหาหมอ จะบอกว่าอย่าไปรอให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นแล้วถึงจะมาสนใจเลย เหตุผลคือ ๑. ถึงเวลานั้นบางครั้งมันก็ไม่ทัน (สาย) ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ๒. เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นมันเป็นทุกข์สาหัส แต่คนที่ “รู้” เรื่องเท่านั้น ที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ (สารพัดเรื่องทุกข์) กลายเป็นเรื่อง “ขี้ ขี้” เลยทีเดียว เรียกว่าฉีดวัคซีนกันเสียก่อนมันก็หมดปัญหาไม่ต้องมากลัวกันอีกต่อไป

มีอีกสองเรื่อง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s