คุยกันเรื่องธรรม

ขอออกตัวอย่างแรง แรง ก่อน เพราะครู อาจารย์ ทั้งหลาย ก็เตือนแล้วว่า ไม่จำเป็นก็ไม่คุยเรื่องธรรมะ กับใคร หรือเที่ยวไปพูดรู้ พูดดี พูดถูก หรือหนักเข้า เที่ยวไปสอนใคร และข้อเท็จจริงคือ ผมไม่ใช่ผู้รู้ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แล้วอย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่สิ่งไม่ดี อะไรแบบนั้นแหละ ที่ยกขึ้นมาพูดบ้างก็เป็นแค่ประสบการณ์บางส่วนน้อยนิดเท่านั้นเอง ท่านผู้อ่านควรจะมีสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ไว้ในใจตลอดเวลา 

คุยเรื่องธรรมะ

เคยเจอคำพูดเหล่านี้ไหม “ธรรมะอีกละ” “ถ้าคุยเรื่องนี้ก็ไม่คุยละนะ” ในเวลาที่เรายกคำพูด หรือภาษาธรรมะ ขึ้นมาในการสนทนา หรือนำเรื่องราวต่าง ต่าง ขึ้นไปเทียบเคียงกับเรื่องราวของธรรมะ ก็จะเจอการคำพูดตัดบท หรือ แสดงความไม่อยากคุย ไม่ต้องการให้ยกขึ้นเปรียบเทียบ หรือไม่ต้องการสนทนาถ้าจะคุยกันเรื่องธรรมะ

คำถามคือ ธรรมะ มันน่าเบื่อ ไม่น่าฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วแสลงใจ ไม่สนใจฟัง ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ ฯลฯ คุณตกในประเภทแบบไหน? ๑ ในนี้ หรือหลายอย่างในนี้ หรืออื่น อื่น นี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ครู อาจารย์ท่านเตือนไว้เรื่องการสนทนา หรือแม้แต่ คุณกับพวกธรรมะด้วยกัน ก็เถอะ บางทีก็เถียงกันไม่รู้จบได้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะต่างคนก็ต่างไม่รู้จริง รู้มากกันสักเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ และการพูดกับบุคคลที่ไม่มีความสนใจหรือไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนยิ่งต้องใช้ความอดทน ที่จะอวดภูมิ หรืออวดความดีของตัวเองไว้ให้มาก เลี่ยงได้ควรเลี่ยงหรือพูดโดยไม่ให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากำลังคุยเรื่องธรรมะอยู่

ทำไมควรเลี่ยง

ทำไมนะหรือ ถ้ามันไม่รู้เรื่องด้วยกันทั้งคู่ ก็เหมือนคนตาบอดคุยกัน แล้วเล่าเรื่องให้กันฟัง เรื่อง แสงแดด สีสัน เรื่องภาพ(ที่ตาเห็น) ว่าเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ นึกออกไหมครับว่ามันจะเพี้ยนได้ขนาดไหน และแน่นอน ถ้าคนตาดี คุยกับคนตาบอดที่เกิดมาไม่เคยตาดีมาก่อนเลย แล้วบอกเล่าว่า ที่สี่แยกไฟจราจร ไฟแดงมันเป็นแบบนี้นะ มีไฟสีแดง สีเหลือง สีเขียว คุณว่าคนตาบอดเขาจะเห็นสีแบบที่คนตาดีเห็นไหมครับ

เคยได้ยินตัวอย่างเรื่อง กล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มากใบหนึ่ง และมีมดเดินอยู่บนนั้น ๑ ตัว มดจะรู้ไหมว่ามันเดินอยู่บนกล่องกระดาษ นอกจากมันจะคิดว่ามันกำลังเดินอยู่บนพื้นราบกว้างใหญ่อันหนึ่ง แต่เราที่มองกล่องนั้นอยู่เห็นเหลี่ยมมุม สองด้าน สามด้าน ก็จะรู้ว่า มดมันไม่ได้เดินอยู่บนพื้นราบระนาบเดียว แต่อยู่เป็นกล่องใบหนึ่งที่มีอยู่หกด้าน อะไรทำนองนั้น ฉะนั้นบางครั้งก็ป่วยการ ที่จะอธิบายให้มด (คนหรือคู่สนทนา) เข้าใจ ได้เพราะตราบใดที่คนยังอยู่ในมิติที่เขาเห็นและไม่ได้อยู่เหนือขึ้นไปกว่านั้น ย่อมไม่มีทางเข้าใจและรู้ได้

เรื่องนี้จึงควรเลี่ยงเสียที่จะคุย แต่ก็อาจมีความหวังดีที่จะท้าทายหรือทิ้งไว้ให้เขาเหล่านั้นได้คิด หรือพูดเทียบเคียงอ้อม อ้อม เอา ทางที่ดีที่สุดของเราก็มุ่งมั่นปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อไป ในแนวทางที่ถูกต้องต่อไปเรื่อย เรื่อย เพื่อที่เราเองก็จะได้ขยับขึ้นไปยังระนาบที่เหนือขึ้นไป ในมิติ ในความรู้ที่เหนือขึ้นไป แน่นอนว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้ ก็ยังมีอีก หรือมีคนที่เหนือกว่าเราขึ้นไปอีก ที่เขาอาจจะบอกบ้างอย่างแก่เราแล้ว แต่เราก็ยังไม่เข้าใจ จนกว่าเราจะน้อมใจตัวเองและทำด้วยความเพียรอย่างถูกวิธี

ทำไมเรื่องนี้มันไม่สนุก (คุยธรรมะ)

  • อาจจะเพราะมันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาปฏิบัติอยู่ — เช่น กูกิน ขี้ ปี้ เยี่ยว อยู่แบบนี้แหละ ทำไมหรือ ไม่เห็นจะทำให้ใครเดือนร้อน อะไรทำนองนั้น
  • เขาปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ — แบบนี้คุยกันไปก็ไม่สนุกแล้วใช่ไหม
  • เขาเชื่อแต่ขาดความศรัทธา หรือเห็นได้อย่างไม่ถูกต้อง (โดยคิดเอาแล้วว่าตัวเองเห็นถูกต้องแล้ว)
  • เขาเชื่อในความคิด เหตุและผล ที่เกิดจากตรรกะ เกิดจากความคิด ปรัชญา อะไรก็แล้วแต่ — แทนที่จะเห็นสิ่งที่รู้ได้ตามจริง หรือที่เรียกว่า ปัญญา ดังนั้นมันก็แทบจะเรียกได้ว่า คุยกันคนละภาษา ไม่มีทางที่จะรู้เรื่องกันได้

นี่ก็คงเป็นแค่บางส่วน ที่เคยเจอมา ที่สำคัญคือ ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยรอด หรือก็ยังอยู่ในปลักนั่นแหละ ดังนั้น ทำต่อไปจนกว่าจะขึ้นจากปลัก จากตม ได้ก็ค่อยมาพูดมาคุยกันเรื่องนี้ หรือถ้าจะทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี กัลยาณมิตร ก็ชี้แนะ จูงใจ กันตามสมควรพอประมาณ แค่เปรย เปรย ก็พอ เมื่อทำตัวของเราให้ดี เขาก็เห็นเองจากการปฏิบัติ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาจะไปตัดสินใจกับตัวเขาเอาเอง หรืออย่างที่เราอาจบอกกันว่า แล้วแต่บุญ แต่กรรม แต่เวร ของมึงละโวย

เรื่องเหล่านี้จะว่าไปแล้ว พระเจ้า ทั้งหลายท่านก็ได้แจกแจงไว้ในคัมภีร์ หมดสิ้นแล้ว ข้อขัดแย้ง ข้อแนะนำ ควร ไม่ควร ก็มีหมด ทุกสิ่งอย่างในโลกบรรจุอยู่ในนั้นหมดแล้ว ถ้าจะบอกว่า เราจะยกเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาพูดคุย มาเป็นแนวคิด มาเป็นเหตุผล เป็นผลในการยกขึ้นอ้างอิง เทียบเคียงก็ไม่ได้ผิดอะไร ซึ่งมันก็พูดจากตำรานั่นเอง (พูดจากความคิด ความจำ)  การพูดจากหนังสือ การคิดตามจากตำรา การคิดเหตุ คิดผล คิดตามหลัก คิดตามปรัญชา นั้นเทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้รับจากการ เรียน(ปฏิบัติ) และ รู้  ที่รู้ประจักแจ้งด้วยตัวเองจากการเรียนเรื่องนั้น นั้น กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ และเมื่อรู้แล้ว ถ้าจะเป็นการพูด ก็เป็นการพูดจาก ความรู้(จริง)  ส่วนจะจริงมากน้อยแค่ไหนก็ตามภูมิปัญญาของผู้ที่ได้เรียนและรู้มานั่นเอง

ตามหาความหมาย

ตามหาความหมาย ตามรอยท่านพุทธทาส

ไม่ได้เขียนเอง แต่เห็นว่าน่าสนใจดี

 

อุดมคติและความหมายของชีวิต

เมื่อพูดถึงอุดมคติของชีวิต ในวันนี้หลายคนอาจจะยังค้นหาไม่เจอ หลายคนอาจมีแต่ลืมมันไป (หรือแกล้งลืมมันไป) หลายคนมีอุดมคติแต่ยังทำไม่ได้ หลายคนผลัดผ่อนเอาไว้ และหลายคนอาจล้มเลิกความตั้งใจไปเสียแล้ว

หลายคนตั้งคำถามกับชีวิต ว่ามันมีความหมายอะไร และเราควรจัดการมันอย่างไร?

ชีวิตที่เริ่มขึ้นยามเช้า อาบน้ำ รีบกินอาหารเช้า แล้วบึ่งรถไปทำงาน นั่งทำงานหน้าคอมฯ พักกินข้าวเที่ยง กลับเข้าทำงาน เลิกงาน เข้าฟิตเนส ขึ้นรถกลับบ้าน กินอาหารเย็น อาบน้ำ ดูโทรทัศน์ เข้านอน ตื่นขึ้นมาเช้าวันใหม่ แล้วทำตามวิถีเดิม ๆ อีกครั้ง ดำเนินอยู่เช่นนี้วันแล้ววันเล่า

พอถึงวันหยุดก็ออกไปเที่ยวห้าง ดูหนัง ทานข้าว ในระหว่างปีก็อาจได้เดินทางไปเที่ยวครั้งสองครั้ง แต่ในที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความซ้ำซากของวงจรชีวิต

นั่นหรือคือทั้งหมดของชีวิต?

กิน ทำงาน เที่ยว แล้วก็ตาย!

หลายคนต้องดิ้นรน…เหนื่อยล้า…ไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ แต่เมื่อประสบความสำเร็จ มีตำแหน่ง มีชื่อเสียง มีเงิน และมีความสะดวกสบายของชีวิตสมัยใหม่ทุกอย่าง กลับพบว่าจิตใจไม่สุขสงบ ไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้เปี่ยมด้วยความหมาย กลับรู้สึกสับสน อ้างว้าง จิตใจบกพร่องและว่างเปล่า เพราะอิงแอบกับความสุขภายนอกที่เปราะบาง เบาหวิว และพร้อมสลายได้ทุกเวลา

เดือนและปีซ้ำซากที่ผ่านไป…หลายคนเริ่มวิตกและหวาดกลัว เพราะเหลือเวลาน้อยลงทุกทีที่จะใช้ตามหาคุณค่าของชีวิต

อ่านต่อที่นี้ครับ http://www.bia.or.th/index.php/en/the-news/127-2011-07-23-18-48-23.html 

ยังไม่มีเรื่อง

“การที่ปุถุชน มีทั้งกิเลศตัณหาล้นพ้นตัว ต้องเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว เดียวดาย ช่างเป็นอะไรที่บัดซบมากที่สุด เวลาอยู่บาร์เหล้าแล้วเขาจะปรับทุกข์กับใครหนอ”

ชวนให้คิดถึงแมงบาร์อย่างอาว์ ‘รงค์ (นักเขียนในดวงใจ ที่เคยหวังว่าจะไปขอลายเซ็นต์แกไว้สักครั้ง ทั้ง ทั้ง ที่รู้ว่าแกยังหนุ่ม  ก็มัวแต่โอ้เอ้ จนแกตายไปก่อน ฮา ฮา ไปเชียงใหม่แต่ละทีก็ตกหลุมบาร์ ไปไม่ถึงสวนทูนอินเสียที นี่แหละจำเอาไว้ถึงคุณค่าของคำว่า “ทำทันที” ก่อนที่มันจะไม่ทัน) แกเคี้ยวเหล้าเป็นตัวหนังสือได้อร่อยเด็ดจริง จริง หรือเพราะความชมชอบที่ถูกจริตกัน อันนี้ก็ไม่ทราบแต่อย่างใด

เดี๋ยวนี้ได้ท่องเที่ยว เทียวไปกับผู้คนหลากหลาย ตะลอนไปจนลืมว่า เคยเที่ยวคนเดียวอยู่หลายครั้ง ลืมรสชาติของการไปเอื่อย จมอยู่ในความคิด ลากตัวเองไปนั่งอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า มองหาของกิน ดื่มพร้อมกับมองผู้คนเคลื่อนไหวไปรอบ รอบ ชะลอเวลาของตัวเอง บันทึกสิ่งต่าง ต่าง รอบตัวด้วยภาพ นอนบิดอย่างเกียจคร้าน พูดคุยกับตัวเอง อ่านหนังสือ ที่ไม่เคยจะตั้งใจอ่านให้มันจบแต่เหมือนกับจะพกไว้ให้มันดูดี ฟังเพลง กับบันทึกความทรงจำมันก็ขาดวิ่น ปะติดปะต่อได้อย่างเลือนลาง จนเล่าออกมาเป็นเรื่องไม่ได้ อดีตถ้าไม่เกิดเป็นบทเรียนก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำ ไม่ใช่หรือ

ไปเที่ยวไหนมาบ้าง

ในป่ามีอะไร ในป่ามีร่างกายที่แข็งแรง ที่ต้องบากบั่นเอาร่างกายและสิ่งของข้ามป่าเขา เพื่ออะไร ความสงบ? ความอยาก? ความสนุก? ก็ขึ้นอยู่ที่ใครจะเก็บเกี่ยว ทั้งจากภายในใจเอง จากการฟัง การสนทนา ในป่ามีอาหารที่ให้ค้นหาและหยิบยืมประทังชีวิตที่ต้องแลกเปลี่ยนกันด้วยความสามารถ ก่อนจะขับถ่ายคืนไปในวันรุ่ง / บนพื้นดินที่ปัดแล้วกลิ้งเกลือก พักผิงเอนกายกันตามสภาพที่จะปรับเข้าหากัน กับความหนาวเหน็บ เปียกชื้นในตอนกลางคืน หรือแม้แต่เวลาฝนกระหน่ำฉ่ำฟ้า ที่จะต้องหุงข้าวกินกันให้ได้ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวป่า คงนึกแปลกว่าพวกนี้มาค้นหาอะไรกันในชีวิต หรือว่าเขาหลงทางแล้วพยายามค้นหาทางในชีวิตตามที่เขาคิด

ในเมืองมีอะไร แสงไฟตระการตา เวลาที่ไม่รู้จักหลับนอน มุมสลัวที่ขับเคลื่อนด้วยความทะยานอยาก ที่ค้นหาและประทังชีวิตกันด้วยการแลกเปลี่ยนกับเงินตรา กับการนอนอยู่บนฟูกอันอ่อนนุ่ม พร้อมบริกรที่ป้อนอาหารเข้าใส่ปาก นับเป็นที่สนองความอยากได้อย่างสุดกู่และดูเบิกบานที่สุด แม้แต่คนเศร้าอมทุกข์ ก็ยังยอมสนุกกับความทุกข์ของตัวเองในเมืองนี้

ทะเล มีแสงแดด มีลม ไอเค็ม ความร้อน ที่ปนเย็นอย่างแปลกประหลาด มีความเกรี้ยวกราด สาดซัดโถมเข้าใส่ และที่แน่ แน่ เค็ม !

บนถนนด้วยความเร็ว ที่ทำให้ขาดความสนใจในรายละเอียดสองข้างทาง ใจที่มุ่งไปรออยู่ที่จุดหมาย แม้จะช้าลงสักนิด ถ้าต้องไปคนเดียวก็เป็นภาระน่าดูกับการขับรถ ถือกล้อง สมุด แผนที่ น้ำ เพลง ฯลฯ ดูมันพะรุงพะรังกับชีวิตยังไงชอบกล บัดซบที่สุดอย่างที่บอกไว้ตอนแรก แต่ยังดีกว่าผู้ร่วมทาง หน้าซื่อใจคด พกความขุ่นมัวของจิตใจ แล้วร่วมไปกับเรา จักรยานหรือมันคงจะไกลไปสำหรับผมในการปั่น แม้แต่การเดินที่ขอเดินในป่า ๕ วัน ก็ดีีกว่าเดินบนถนนสัก ๕ นาที แต่มนุษย์ก็พยายามเคลื่อนย้ายตัวเองไปเพื่อจะหาสิ่งแปลกใหม่ เพื่อที่จะไปเจอสิ่งที่ตัวเองมองไม่เคยเห็น หาไม่เคยเจอว่า ที่สุดแล้วมันไม่ได้แตกต่างกันเลย

Maybe It’s Time กับเสียงเพลงดังอยู่ข้างตัว ในเวลาที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดหรือตัวหนังสือไม่ได้ แต่สุดท้ายก็อยากบอกว่า มันได้เวลาแล้ว ที่จะบอกว่า ฉันสามารถอยู่โดยไม่ต้องมีเธออีกต่อไป 

มันก็เป็นอย่างที่มันจะเป็น

มันก็เป็นอย่างที่มันจะเป็น

As It Must Be

ถ้ามีใครบอกว่า “เราเอาใจใส่เขาดีมาก ดีอย่างที่สุด อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน”  เคยได้ยินมาไหมว่า “สถิติย่อมมีไว้ทำลายเสมอ” วันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่ดีกว่าอีกอย่างแน่นอน จงเผื่อใจไว้เถิด หรือ เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ถ้าสิ่งที่ได้รับจากการกระทำของเราเป็นการตอบแทน  คือ ความเสียใจ ความผิดหวัง อย่าท้อแท้หรือผิดหวังเสียใจให้นานไป กลับมาย้อนดูตัวเอง ถ้าเราเคยทำเช่นนี้มาก่อน เราได้ละเลยคนที่เราควรเอาใจใส่ หรือคนที่สมควรได้รับการเอาใจใส่จากเรา แต่เรากลับละเลย เราได้เคยทำให้ใครต้องเสียใจเพราะเรา นั่นก็สมควรจะได้รับสิ่งตอบแทน เป็นความผิดหวัง เสียใจ เช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนธรรมชาติที่รักษาความสมดุลของความถูกต้องให้คงอยู่ และสำหรับตัวเราเองที่ได้ทำความผิดไว้ ก็ได้ถึงเวลาที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง เหมือนการหลงทางที่ควรรีบกลับมาอยู่ในทางเดินที่ถูกต้องต่อไป

แต่ถ้าการหาคำตอบไม่สามารถหาได้ด้วยเหตุผลใด ใด หรือพบกับคำตอบว่า ทั้งที่เราไม่ได้บ่งพร่องใด ใด เลย  ไม่ว่าจะด้านใด ไม่ได้ละเลยและมีใครอื่น แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทน ก็ได้กลับมาแต่ความเสียใจ ผิดหวัง ที่ถูกกระทำจากคนรัก   ไม่ต้องไปหาเหตุผลหรอกครับ ถ้าค้นหาความผิดของตัวเองไม่เจอ  เมื่อหาไม่เจอก็ไม่ต้องตั้งคำถามหรือค้นคว้าหาเหตุอีกต่อไป ให้อภัย ปล่อยวาง ก้มหน้ารับและต่อสู้กับมันไปด้วยความอดทน ด้วยความมีเหตุผล ถ้าจำเป็นต้องทนอยู่ก็หาทางปลดปล่อยพันธนาการทางจิตใจออกไปเสียให้ได้ รักตัวเองไว้ก่อน ทำเท่าที่จำเป็น เมื่อมีเหตุผลและทางออกที่ดีก็จากกันไป แต่ถ้าอยู่ในฐานะจำเป็นต้องทนอยู่ร่วมกัน สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือการปลดเปลื้องโซ่ตรวนที่ผูกมัดใจเราไว้ หรือสิ่งที่ใจเราไปยึดติดเอาไว้ ตัดตรงนี้ได้ ความลำบากทางกาย นอกกายทั้งหลาย ก็ไม่มีผลให้เกิดความทุกข์ร้อนอันใดอีกต่อไป

แล้วถ้าไม่เคยแม้แต่จะได้อะไรกลับมาเลยล่ะ ?

นั่นคงเป็นเพราะความไม่เสมอต่อกันไม่ว่าจะเป็นด้านใด ด้านหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ฐานะ รูปร่าง ครอบครัว สังคม ฯลฯ ซึ่งมันจะต้องมีสักอย่างหรือหลายอย่าง ดังที่กล่าวมา ที่มันไม่อาจเสมอกัน หรือที่จะพอใกล้เคียงกันได้ ความพอ พอ กันระหว่างคนสองคนนั้นเมื่อมันไม่มีเกิดขึ้น เช่นความรัก เมื่อเรารักเขาอย่างมาก แต่ เขาไม่ได้รักเราหรือรักน้อยกว่า หรือเรารักน้อยกว่าแต่เขารักเรามากกว่า เมื่อระยะห่างระหว่างสองสิ่งมันมากเกินกว่าที่จะดึงเข้ามาหากันได้ มันมีทางเลือกคือ เขาจากไป หรือเราไปเอง (ไปจากความผูกมัดทางใจ หรือกาย) นั่นก็อยู่ที่เราจะเป็นผู้เลือก ถ้ายังมองหาจุดสมดุลนี้ไม่ออก จะยิ่งทำให้เสียเวลา เสียโอกาส ที่จะได้เจอสิ่งที่พอเหมาะกับเรา

แม้ว่าถ้ามันไม่เจอจริง จริง จงรู้ไว้เถิดว่า สิ่งที่เหมาะกับเราที่สุด ก็คือตัวเราเอง ไม่ว่ามันจะมาก จะน้อย จะแค่ไหน ตัวเราเองก็เสมอเท่าเทียมกับตัวเราเองอย่างแน่แท้ที่สุด เชื่อได้ว่าระหว่างคนสองคนหลายคนหรือกี่คนก็ตาม ล้วนเป็นอสมการทั้งนั้น ไม่มีโอกาสที่จะเท่ากันได้มีแต่จะมากกว่าหรือน้อยกว่า มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่เป็นสมการและเท่าเทียมอย่างที่สุด

เมื่อหาไม่เจอ แบบนี้แล้วก็อย่าไปหาค่าคงที่ หรือตัวแปรอื่นใด มาปรับสมการของเราให้มันวุ่นวายเลย อยู่อย่างที่มันควรจะเป็น แล้วก็พยายามหลุดพ้นไปสู่ความเป็นอิสระให้ได้ในสักวันหนึ่ง เพื่อที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องยึดโยงอยู่กับสิ่งใด ใด อีกต่อไป

 

MEMOIRS OF AN OWNED DOG

เมื่อคืนผมร้องไห้(ฟังเพลง) [แม้แต่ตอนที่เขียนอยู่นี้ สูญเสียสติไปชั่วขณะ 🙂 อยากจะ off record ด้วยการเขียนแต่ขี้เกียจคิดคำ เล่ากันไปเลยดีกว่า 😉 ] ตอนที่ฟังเพลงนี้ ตอนที่ตั้งใจฟังพร้อมดูคำร้องไปด้วยก็คิดเลยเถิดไปว่า คุณเคยมีใครรักคุณแบบนี้ไหม  คุณเคยรักใครแบบที่หมาตัวนี้รักเจ้าของไหม ผมอยากจะเขียนเรื่องแบบนี้ไว้บ้างสักวัน และถ้าจะเขียนจริงผมก็อยากที่จะได้เขียน  ก่อนที่จะถึงช่วงชีวิตของผมในแบบที่ไม่ต้องมีอะไรให้ห่วงแล้ว (ถ้าไม่มีอะไรให้ห่วงแล้วก็คงเขียนได้อีกแบบ) จะวันนี้หรือวันข้างหน้า ผมรู้ว่าผมมีบันทึกที่จะเขียน มีเรื่องที่จะเขียนให้ใครต่อใครได้อ่าน แต่จะมีใครเขียนถึงผมบ้างไหม? คุณมีเรื่องที่จะเขียนหรือยัง?


MEMOIRS OF AN OWNED DOG

from Retrospect by The Milk Carton Kids

the food was as I like it… cold, wet & in that wonderful tin can shape I had it marked in a paw print on the dog door the day that I finally planned my escape

the milkman, he tried you can bet I wanted to survive but the truck it just came far too fast So I write on these scraps, my remembrances past, so you don’t blame yourself that I’ve died

they put horses out to pasture and the birds come home to roost ain’t nothin’ for a puppy but the backyard on the loose now I know my job was to lie idly beside the way the sun retreats for the moon

i had dreams of walking the world on my own four on the floor, every night all alone i was ready to work for the scruff on my neck yearning to find something of my own to protect

my bark, then, was surely bigger than my bite chewing the cud could’ve been my biggest dog fight and you know how they say we only hear certain things that you say well, it never mattered much to me but for the will of the way

they put horses out to pasture and the birds come home to roost ain’t nothin’ for a puppy but the backyard on the loose now I know my job was to lie idly beside the way the sun retreats for the moon

now I loosen this collar for a dog bone bow tie to go up and meet the big dog in the sky i’ll tell him when I get there I was spoiled in your place with the hopes that my spirit is honored by your grace

so after you read this memoir one day or after you hear my lonesome song play don’t you trouble your mind, this old hound’s doin’ fine you know, goodbyes are just words like a clock is to time

so sorry I’m not with you so sorry I can’t be please know I was the best friend this old mutt could be if you remember that spot where my favorite tree grows i hung up my leash on a branch, now it’s yours

ฟังเพลง  http://themilkcartonkids.bandcamp.com/track/memoirs-of-an-owned-dog

กับความรัก ที่เป็นผู้ภักดีเชื่อง เชื่อง เป็นผู้หวังดี ที่ต้องการความใส่ใจจากคนที่เรารัก แม้ว่าจะได้หรือไม่ได้ก็ตาม  แต่ไม่เคยมีคำถามกับตัวเอง หรือแม้แต่ความสงสัยกับตัวเองเลยว่าทำไม

ภาษาคงไม่เป็นอุปสรรคมากถ้าใช้ใจอ่านและฟัง

memoir – บันทึกชีวิตประจำวัน หรือ Diary

mutt – หมาพันทาง คนโง่

leash – เชือกจูง

lie –  หมอบ เอกเขนก

idly – อย่างเกียจคร้าน เอ้อระเหย

yearning – ความปรารถนา ความคิดถึงอย่างรักใคร่

grace – ความนุ่มนวล ความกรุณา

ถือว่าได้ฝึกเรียนภาษาอังกฤษจากเพลง ละกันนะ จริง จริง แล้วผมไม่อยากแปลให้เสียการรับรู้ของคนฟัง คนอ่านเลย มันเหมือนดูหนัง  ส่ิงที่คุณดูย่อมรับรู้ความรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจากที่ได้ยินใครเล่าให้ฟัง  (แน่นอน ผมแปลผิด ผิด ถูก ถูก ตามความรู้สึกของผม อย่าเป็นกังวลกับไวยกรณ์หรือคำแปลภาษา จงเขียนมันขึ้นในแบบของคุณเอง) ผมสรุปสั้น สั้นให้ฟังนิดนึงก็พอ

“ถ้าจะต้องจากไป ทุกคนได้ทำดีที่สุดแล้ว ในความทรงจำที่ปะติดปะต่อได้ ฉันได้ทำในบางสิ่งบางอย่างแล้ว บางสิ่งที่ฉันใฝ่ฝัน สิ่งที่ได้พบเห็น มันดีที่สุด สวยงามที่สุด มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกันฉันมากหรอกแค่เป็นสิ่งที่ต้องเป็นในแบบที่มันควรจะเป็นแค่นั้นเอง แม้ฉันจะจากไป ในที่ที่ฉันไป ฉันก็จะบอกว่าฉันได้รับการเอาใจใส่อย่างดีที่สุด ได้รับการยกย่องอย่างที่สุด

หลังจากได้อ่านบันทึกนี้ในสักวันหนึ่ง หรือได้ยินเพลงเหงา เหงา ของฉันในวันหนึ่ง อย่าได้เป็นกังวลใจไปเลย ฉันสบายดี อย่างที่รู้ คำกล่าวลาก็เป็นแค่คำ คำหนึ่ง ก็เหมือนกับคำว่านาฬิกาที่เราบอกว่ามันคือเวลา เสียใจที่ไม่สามารถอยู่กับเธอได้ เสียใจที่ไม่สามารถเป็นอย่างที่อยากจะเป็น รู้ไว้เถอะว่าฉันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ ถ้าเธอยังจำได้ตรงต้นไม้ที่ฉันชอบ  ฉันแขวนเชือกจูงของฉันไว้ที่กิ่ง ตอนนี้มันเป็นของเธอแล้วล่ะ”

ไม่มีอะไรต้องกังวลใจทั้งนั้นถ้าทำดีที่สุดแล้ว

๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ๑๔:๒๕ น.

คิดมาก

นักร้อง ปาล์มมี่

ชื่อเพลง คิดมาก

บอกกับฉันได้ไหม ว่ามันเป็นความจริงหรือว่าฉันคิดมาก
ใจฉันเริ่มจะหวั่นไหว กับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ
บอกความในใจกับฉัน อยากจะรู้ว่าใจเธอคิดเช่นไร
หรือว่าเธอคิดจะแกล้งกัน เธออยากเห็นน้ำตาของฉันใช่ไหม

อยากจะบอกให้เธอรู้ ว่าใจฉันนั้นยังกังวลแค่ไหน
ก่อนจะพูดอะไรออกมา อยากจะขอให้เธอสัญญา
ว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันต้องเสียใจ

ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่ไหม
ในความฝันเรายังมีกันใช่ไหม
ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป
และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม

อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้
บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้
บอกกับฉัน ให้ฉันมั่นใจเสียที
ว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิม ใช่หรือเปล่า

ทำไมเธอช่างใจร้าย เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นคนคิดมาก
ทำให้ใจฉันวุ่นวาย เป็นแบบนี้แล้วใครจะรับผิดชอบ
อยากจะบอกให้เธอรู้ ว่าใจฉันนั้นมันกังวลแค่ไหน
ก่อนจะพูดอะไรออกมา อยากจะขอให้เธอสัญญา
ว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันต้องร้องไห้

ตัวตน

การคบของคนสองคนหรือหลายคน ไม่ว่าจะเป็นใครหรือคู่ไหน จะมีสิ่งที่จะต้องเสียไปบ้างคือ

สิ่งที่เรียกว่าเสียความเป็นตัวของตัวเอง จะต้องเกิดขึ้น ไม่มากก็น้อย เพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีผลจากความต่างกันของบุคคล จะเสียมากน้อยขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า
๑) เราพอใจทนได้แค่ไหน หรือเต็มใจทำได้แค่ไหน หรือทำอย่างไรได้บ้าง
๒) ความต้องการของอีกฝ่ายว่ามากน้อยแค่ไหนในส่วนที่เราพอใจจะรับได้ …..

 

ทั้งนี้เนื่องมาจากความไม่เสมอกัน หรือความแตกต่างกันของตัวบุคคล ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่ปุถุชนทั่วไปจะมีความเสมอกัน (พอดีซึ่งกันและกัน) / ซึ่งบางครั้งก็เราลุกล้ำเข้าไป บ้างครั้งเราถูกลุกล้ำเข้ามา บางครั้งฝืนใจ บางครั้งขัดใจ บางครั้งตามใจ บางครั้งพอใจ ส่ิงที่สำคัญคือ ให้อภัยและปล่อยวางให้เร็ว (ทำได้ไม่ง่ายและไม่ยาก คือง่ายถ้าฝึกมาถูกวิธี ยากถ้าไม่เคยทำ) / เคยได้ยินมาว่า “รู้สึกว่า ไม่เป็นตัวของตัวเอง” นั่นคือเรา อาจมีความรู้สึกถูกลุกล้ำ ฝืนใจ ขี้เกียจจะทำ มูลเหตุจริง จริง แล้ว จะมาจาก “ความอยาก” และ “ความไม่อยาก” เป็นพื้นฐาน

ทั้งนี้การปรับสมดุลระหว่างความต่างนี้ ถ้ามีความต่างกันมาก ก็จะทำให้การเข้าสู่จุดสมดุลทำได้ยากและใช้เวลามาก จนบางครั้งหมดความอดทนไปเสียก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ถ้าต่างกันไม่มากมันก็จะปรับสู่จุดสมดุลได้เร็ว และง่ายพอ ที่จะทำให้เหมือนกับว่าไม่ต้องทน ไม่ต้องฝืน หรือจริง จริง แล้วก็คือเรียกว่า ทนได้

ทางเลือกมีอย่างไร

  • เข้าใจสิ่งเหล่านี้ให้ดี ฝึกทำให้ได้ แล้วกระโจนเข้าไปคบใครก็ได้ เพราะไม่มีปัญหาเลยที่จะคบหากับใคร
  • ถ้าตกกะไดพลอยโจนไปแล้วล่ะ ๑) ถอยออกมา (เข้าคลุกวงในเป็นนักมวยโดนจับตีเข่าเสียรูปมวยหมด 🙂 ) ถ้าถอยไม่ได้ ๒) ฝึกให้อภัยและปล่อยวางทางใจให้เป็นอิสระ ปฏิบัติต่อกันตามแต่เหตุปัจจัยที่พอเหมาะ

การปรับเข้าหาจุดสมดุลนี้ ไม่ได้ใช้ “ความทน” แต่ ใช้ความ “อดทน” หรือ ขันติ ลองหาเวลาว่างศึกษาคำนี้ดู เพราะการทำ ถ้าใช้ “ความทน” เดี๋ยวจะกลายเป็น เจ็บแล้วจำเป็นคน เจ็บแล้วทนเป็นควาย ไปแทน ซึ่งจะใช้ในเบื้องต้นเท่านั้นสำหรับความ “อดทน” จนเมื่อใจเป็นอิสระ แล้วก็พ้นไปจากพันธนาการทั้งหลาย ความ “อดทน” ก็ไม่มีความจำเป็นในการใช้งาน เพราะเราสามารถจะรับมือได้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้สึกลำบากใจ ฝืนใจ ทุกข์ใจ มีความยินดีที่จะทำ

ปล่อยวาง

ให้อภัย

แล้วความรัก ความเมตตา ก็จะอยู่ในนั่นแหละ โชคดีนะครับ