เวลามันอยาก

เหล้าเหลือ ค่อนขวด ครึ่งขวด วันจันทร์

: บอย กิ๋นเหล้า ก่ … ยื่นให้ ก่อนนอน

: ครับ

: ตื่นเช้าลงมาดู เอะหายไปไหนวะ เย็นกลับมาบ้าน ก็เลยถาม ใครเก็บเหล้าไว้ที่ไหนแล้วรึ … “อยู่ในตู้เย็น (เก็บของ) ครับ พี่ เปิดดูอืม ยังอยู่ คิดในใจ เออ ดีแล้ว เอ็งไม่กินก็ดีแล้ว แอบหวง นิด นิด เผื่อ กูอยาก เดี๋ยวกูเอาไว้แดกซะเอง ถึงจะเลิกกินแล้วก็เหอะ

วันพุธ ไอ้บอย กลับเชียงใหม่

วันเสาร์ วันเบา เบา ของผม กลับบ้าน วันนี้เสียเงิน อีกแล้วครับท่าน กับรถยนต์ ที่โดนใคร หรือ ขับไปโดนอะไร ก็ไม่ทราบได้ กันชนด้านหลังซ้ายเป็นรอยซะแบบที่ไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน เสียเงินอีกสองพันห้าร้อยบาท แถมไม่มีรถใช้งานอีก กลับมาบ้านมันชักจะเปรี้ยวปาก เปิดตู้เย็น “อ้าว ใครขโมยเหล้าไปกินแล้วละ” (ก็มึงให้เขาเอง ยังจะพูดว่าขโมยอีก) … “เสร็จ บอยไปแล้ว มันกินเก่งจะตาย ข้าว สามมื้อ หุงกันสองหม้อ ก๋วยเตี๋ยวก็ต้องสองชาม”

เอาเข้าไป อดแดก … จะต้อง โดนอีกที่เรื่องละเนี่ยวันนี้ แต่ก็ดี เลิกแล้วนี่ พอแล้ว นี่ถ้ามีเงินสงสัย จะโดดออกไปซื้อใน super market มากระแทกปาก ให้หายอยาก หายบ้า (อาจจะบ้าหนักกว่าเดิม) เจอแต่เรื่อง ชวนให้ บ้า จริง จริง ช่วงนี้ คิดในแง่ดี ที่ทำงานก็มีให้กิน(ฟรี) เข้มแข็งไว้ เข้มแข็งไว้ ฮ่า ฮ่า ลิ้นห้อย น้ำลายหยดติ๋ง ติ๋ง เฮ้อ อย่ากลับไปหามันอีกเลย โชคดีโวย ตัวใคร ตัวมัน

Advertisements

ความรัก

ผมเห็นภาพใน profile ของเพื่อนคนหนึ่งใน facebook ก็เลยสะดุดใจและคุ้น คุ้น เลยหยิบพระคัมภีร์ไบเบิ้ล บนหัวเตียงมาเปิดหาดู

1 Corinthians 13:4

4 Love is patient, love is kind, It does not envy, it does not boast, it is not proud.

5 It is not rude, it is not self-seeking, it is not easily angered, it keeps no record of wrongs.

6 Love does not delight in evil but rejoices with the truth.

7 It always protects, always trusts, always hopes, always perseveres.

8 Love never fails. But where there are prophecies, they will cease; where there are tongues, they wil be stilled; where there is knowledge, it will pass away.

๑ โครินธ์ ๑๓:๔

๔ ความรักนั้นอดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว

๕ ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด

๖ ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิดแต่ชื่นชมยินดี เมื่อประพฤติชอบ

๗ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง

๘ ความรักไม่มีวันสูญสิ้น แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไป  แม้การพูดแปลก ๆ นั้นก็จะมีเวลาเลิกกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสูญไป

13 And now these three remain: faith, hope and love. But the greatest of these is love.

๑๓ ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด

ชื่อ

คุณเคยสังเกต ชื่อผู้คนสมัยก่อนไหม ผมว่ามันมีความน่ารักและเข้าใจง่ายในความหมายดี เช่น วันที่ผมได้ไปงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้ไปดูเรื่องเกี่ยวกับการบินในประเทศไทย ก็ไปเจอชื่อนักบิน “นายสิบโท โทน บินดี”  เป็นไงครับ เข้าใจชัดเจนมาก มาก หรืออย่างชื่อ “หลวงประดิษฐ์ไพเราะ” เองท่านก็มีนามสกุลว่า “ศิลปบรรเลง” เพราะคุณพ่อเป็นนักดนตรี นั่นเอง ครับพวกท่านนึกชื่อ ทำนองนี้ออกไหม ว่ามีชื่ออะไรบ้าง อาจจะเป็น “ขุนร่ำสุรา” สำหรับคนบางคน หรือเดี๋ยวนี้อาจจะเป็น “นวย ทวิตเก่ง” สำหรับผม เพื่อน เพื่อนผู้น่ารักอาจจะเรียกผมว่า

“ช้าง ยิ้ม” นาน วันเข้า ก็อาจจะเป็น “ช้าง เยอะ” หนักเข้า หนักเข้า ก็จะเป็น “ไอ้ช้าง เ-็ด”  เนื่องจากสุรินทร์มีช้างเยอะนั่นเอง ว่าอย่างนั้นมั้ย ไอ้คุณคนอ่าน

หมายเหตุ: จริง จริง แล้ว ชื่อของผม เริ่มต้นน่าจะเป็นการอ่านย้อนกลับไปมากกว่า ถึงที่มาของชื่อ “แกอย่ามามั่ว ไอ้ช้างเย็น !”

เชียงใหม่ g=up’.s,j ภาค ๒

เชียงใหม่

ช้าง 1982

นายอยู่ไหนเหรอตอนนั้น? เสียงถามเบา เบา ขอคิดก่อนนะ ไม่แน่ใจนะว่าเป็นครั้งแรกหรือเปล่า เด็กตัวเล็ก เล็ก ในชุดลูกเสือกับการเข้าค่ายลูกเสือของโรงเรียนในเครือสภาคริสจักรแห่งประเทศไทย กับประสบการณ์สนุกสนาน ในการเข้าค่ายที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย “น่าจะเป็นการไปเชียงใหม่ครั้งแรก” อยู่ที่ไหนนะเหรอ เรียนหนังสืออยู่สิ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มักจะถูกเลือกให้เป็นตัวแทนไปเข้าค่ายลูกเสือ โดยไม่พลาดเลย แม้แต่ชุมนุมลูกเสือโลกเขตเอเซียแปซิฟิก ก็ยังอุตส่าห์ได้ไปกับเขา เชียงใหม่ครั้งนั้น สนุกตามประสาลูกเสือตัวเล็ก กับการเข้าค่ายที่มีการกระโดดหอสูง มัน สุด สุด กลัวได้ใจดีมาก ตอนนี้ให้โดดอีกสิบรอบก็ยอม ฮิ้ววววว โรยตัวทางดิ่ง ไต่เชือกตาข่าย สารพัดฐาน ที่จะมีได้ ที่มันสุด สุด เห็นจะเป็นฝนที่ตกมาจนน้ำท่วมสนามหญ้าที่กาง tent แล้วไง? หลับเป็นตายนะสิ ครูต้องมาปลุก ให้ตื่นช่วยกันขนของ อพยพหนี เป็นเรื่องสนุกสนาน อำกันได้ จนกลับมาถึงบ้าน ประมาณผ้าห่มลอยตามน้ำแล้ว เพื่อนเรายังนอนอยู่ได้ ประมาณนั้น ป้ายไม้เล็ก เล็ก สลัก (เขียน) ชื่อห้อยคอ ด้วยเชือกร่ม เก๋ เก๋ ที่ได้จากตลาดไนท์บาซา การเดินทางไกลตอนกลางคืน ขึ้นดอยสุเทพ นับเป็นประสบการณ์เชียงใหม่ครั้งแรก เอะ นี่ฉันตอบเยอะไปมั้ย ผมถาม ไม่นะเล่าต่อสิ สีหน้าบอกว่าอยากจะฟังต่อ

ตัดฉับมา ประมาณว่าเข้าประตูกาลเวลาของโดเรมอน ผมไปอีกหลายครั้ง กับเพื่อน ทั้งทางผ่าน ทั้งสิงสถิตย์ เมืองนี้ถูกห้ามจากยาย “ไปเรียนไหนก็ได้ ยกเว้นเชียงใหม่” นั่นทำให้ผมหมดโอกาส ที่จะได้เรียนที่นี่ ยายคงมีความผิดหวังกับที่นี่ หรือเพราะลูกชายของยายทั้งสองคนเรียนที่นี่หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจได้ แต่การไปหลายครั้งของผมเป็นการไปหลังจากที่เรียนจบ ทำงานแล้ว ตามประสา คนอยู่ไม่สุขนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงาน พร้อมกับอำนาจในมือ เมืองที่มักจะถูกเลือกเป็นเป้าหมายเสมอ ก็คือ เชียงใหม่ อาจจะเป็นเพราะเดินทางสะดวก (เครื่องบิน) ที่เที่ยวเยอะ คุณลุงอยู่ที่นั่น น้องชายอยู่ที่นั่น นี่ยังไม่นับที่ ยาย และ ตา ป่วยจนต้องไปเข้าโรงพยาบาลที่นั่นอีก

จากการเที่ยว เข้าร้านหนังสือ เที่ยวสงกรานต์ปี ๒๕๓๖ (หรือ ๓๕ ก็จำไม่ค่อยได้ ทำงานปี ๒๕๓๕ ช่างหัวมันเถอะ) กับเพื่อนที่บริษัท เที่ยวดอย เที่ยวกลางคืน (ไปมันทุกแหล่ง) เที่ยวสวนสัตว์ แม้จะที่เดิม เดิม แต่ก็ไม่มีครั้งไหน เหมือนเดิม เที่ยวจนรู้จักคนหลากหลาย จนคบกันยืนยาวอาจจะบอกได้ว่าถ้าอายุไม่สั้นก็คงคบกันยืดยาวจนชั่วชีวิตคน มีอยู่หนาวหนึ่งที่ ขี่แมงกะไซค์มีเด็กสาวซ้อนท้าย อืม หนาวได้ใจ แบบนี้ก็ดีไปอีกอย่าง รู้บางอย่างว่า ถ้าเราจริงใจแล้ว เต็มใจแล้ว คนก็จะไว้ใจเราเอง แค่นั้นละ ส่วนใครจะเห็นค่าของมันก็แล้วแต่ กรรมใคร กรรมมันละเน้อ

เชียงใหม่กับการไปเที่ยวกับคนที่พึ่งเจอกันครั้งแรก ด้วยการนั่งรถไฟ จากพิษณุโลก นอนอยู่บ้านด้วยกัน เที่ยวแบบเบ่ง เบ่ง ด้วยบัตรวีไอพี เข้าฟรีตลอดงาน 🙂 เขายังจะจำเราได้อยู่ไหมหนอ

ผมอยากจะจบเรื่องนี้เร็ว เร็ว แต่ เชียงใหม่ในความทรงจำผม มันมีเยอะกว่าที่คิดอีกแฮะ แม้จะรู้ว่า ผมมักไม่กลับมาเขียนเรื่องซ้ำอีก หลังจากเขียน(พิมพ์)จบไปแล้ว แต่นี่อาจเป็นข้อยกเว้นก็ได้ (นี่ยังไม่นับเรื่อง สวน ที่ค้างเติ่งอยู่ เรื่อง ไปโรงเรียนอีก) ไหนจะเรื่องกินอีกละ เรื่องที่พัก โอยสารพัด เชียว นี่ยังไม่นับที่ อาว์ปุ๊ ‘รงค์ เขียนเล่าให้อ่าน แล้วผมเดินตามรอยอาว์ไปอีกนะเนี่ย แกก็ตายไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้เซ็นหนังสือให้ผมสักเล่ม ด้วยความขี้เกียจของผมเองนั่นแหละ

ครับจะหัวหก ก้นขวิดยังไง เชียงใหม่มีมุมเหมาะ เหมาะ ให้คุณฟัง ให้คุณกิน ได้เสมอ ปล่อยวางเสีย แล้วจะได้เจออะไรมากมาย แม้จะมีคนบ้า จากบางกอก จากต่างถิ่น มาขี้เกลื่อนกลาด เกลื่อนกล่น อยู่ที่นี่ก็ตาม ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ ใครก็ชอบที่จะมาไม่ใช่หรือ “คนเจียงใหม่ส่วนใหญ่ก็เป๋นคนเมือง อยู่ดีนั่นเนอะ เจื้อฮาเตอะ”

เชียงใหม่ที่ผม แทบจะร้องเพลง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ แต่เด็ก โดยไม่ได้เรียนที่ มช. ทำไมนะหรือ เทป ที่อาอ๊อดเปิดฟังที่บ้านบ่อย บ่อยนั่นเอง ใครไม่รู้จะว่าผมจบจาก มช.    แต่เชียงใหม่บางที ก็มีเรื่องบ้า บ้า เกลื่อน เกลื่อน มาจากที่อื่น แบบน่าเบื่อเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นที่เที่ยว ดนตรี แต่ก็เหอะ สุดยอดฝีมือ บ่มฟักตัวอยู่ที่นี่ หลายต่อหลายที่ ที่แม้แต่เมืองหลวงของประเทศก็ไม่มี “ฮาขอบอก”

เชียงใหม่ ที่ผม ไปสนามบินดอนเมือง แล้วเดินไปซื้อตั๋วตอนกลางวันในวันทำงานวันหนึ่ง ไปถึงแบบที่โชคดีว่ายังมีที่ซุกหัวนอน มีคนหารถให้ขับ มีคนมารับ ไปกินเหล้า ดมเหล้า แล้วก็นอนขลุกนอนอยู่บ้าน เหมือนกับหลบเลียอารมณ์ของตัวเองก่อนจะหลีกลี้ กลับมาบางกอก

เชียงใหม่บนดอยอ่างข่าง ช่วงปี ๓๖ ถึง ๓๙  ที่หนาวเหน็บ ชนิดที่ว่าเอาเบียร์กระป๋องแช่ในที่อาบน้ำในห้องน้ำกินได้ น้ำแข็งหลอดที่วางไว้หนึ่งก้อนตอนห้าโมงเย็น ยังไม่ละลายแม้จะสองทุ่มแล้วก็ตาม ยังไม่นับจมูกแตก แตก หลังจากเจอลมหนาวแค่สามวันบนดอยอินทนนท์ ที่ ที่หนาวจนอยากกอดใครสักคนต่อให้มีผ้าห่มแล้วก็เหอะ ยังดีที่ขุนช่างเคี่ยนเมื่อปีที่แล้ว มีที่นอนให้นอนอุ่น แล้วจะพก tent มาทำไม อย่ากระนั้นเลย กางมันในบ้านนั่นแหละ ยกฟูกมานอนใน tent ซะ แต่ผมว่าถ้ามันมีกลิ่นหอมจาง จาง ในบางห้วงเวลา ก็จะดีไม่น้อยเลยนะ ในเวลาที่เข้านอน “คุณว่างั้นมั้ยละ”

เชียงใหม่กับแพที่เขื่อนแม่งัด กับลาบปลาอร่อย อร่อย กับการลืมเหล้าที่หิ้วมา ไว้บนเรือ ก็ยังดีที่บนแพ ยังพอหาให้กินกันได้ สำหรับขี้เหล้าทั้งหลาย เชียงใหม่กับความบ้าคลั่งของอารมณ์เมื่อกันยายน ปี ๒๕๕๒ กับการเกลือกกลิ้งอย่างสุดอารมณ์ บ้า บอ สุดตีน รวมถึงการทอดอาลัย นอนอย่างเกียจคร้านอยู่ที่ “พักเชียงใหม่” ที่ ที่ถ่ายรูปบ้านเขาเสียจนเจ้าของบ้านถาม “พี่จะทำโรงแรมเหรอคะ”

“คุณลืมเล่าอะไรไปหรือเปล่า” อะไรละ ผมถาม “ผมว่าบางเรื่องคุณไม่ได้เล่า” มันคงมีสองอย่างคือ ผมไม่อยากเล่า หรือมันไม่เห็นจะมีอะไรให้เล่า  “อืม ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ”  ตอนนี้เหรอ ผมไปได้ทุกที่ในโลกแหละ “ทำไม” มันก็เป็นเช่นนั้นเอง มันก็แค่นั้นแหละ นี่คงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง ที่มันคงไม่มีอะไรจะเล่า คุณว่าอย่างนั้นไหมละ หรือมันจะมีอะไรบาง บางกั้นอยู่ ที่มองเห็น แต่ไม่กล้าที่จะข้ามเข้าไป หรือเพราะความใกล้ ใกล้แบบว่าที่ชวนให้นึกถึง ใกล้ตา ไกลตีน ประมาณนั้น เอะ แบบนี้คุณเล่าให้ผมฟังบ้างก็ได้นี่ “ไม่ดีกว่า” เสียงตอบปฏิเสธ “ผมไม่ถนัด คุณเล่าเถอะ”

เชียงใหม่กับ Gang เด็ก … รักเด็ก จริง จริง ฮ่า ฮ่า ถ่าย sticker กันเฮ ฮา ไป ตามสมัยนิยม ป่านนี้คงโต เรียนจบกันหมดแล้ว  นี่ผมยังไม่ได้พูดถึง ผู้คนเลยนะ ถ้าถึงขนาดนั้น เรื่องของผมคงรวมเล่มได้แน่ แน่ เลย เดี๋ยวจะเป็นนิยาย พิมพ์เองอ่านเอง

“ล่าสุดคุณไปมาเมื่อไหร่” ไม่นานมั้ง “ไม่เล่าเหรอ” ผมยังนึกแง่ง่ามอะไรทำนองนั้นไม่ออก “ไม่มีอะไรเลยหรือ” อือ ผมตอบเบา เบา ผมว่าผมเกือบจะมีความสุขหรือพอจะมีความสุข กับตัวเอง ไม่ว่าจะเอาตัวเองไปวางไว้ส่วนไหน ของเชียงใหม่ หรือที่ไหนก็ตามบนโลกบูดเบี้ยวใบนี้ พรมแดนมันขยายตัว กว้างออกไป เมื่อมันกว้างออกไปเป็นอนันต์ ก็จะรู้ว่ามัน ไม่มีเส้นแบ่งแล้ว แต่ก็ไม่แน่นะ ผมนึกออกเมื่อไหร่จะเล่าให้คุณฟังละกัน เรื่องมันอาจจะเป็นว่า … ก็แค่นั้นเอง … ดีไหมละ?

“หนาวนี้คุณอยากได้อะไร”

คงเป็นกลิ่นหอมจาง จาง ในอ้อมกอดของใครสักคน

“…. เสียงเงียบ” กับการจบบทสนทนาในค่ำคืน

very exciting year 2010 !

แหม มันเดาะ ภาษาปะกิต

จะเรียกว่าเป็นปีที่น่าตื่นเต้น ได้ทั้งเรื่องดี เรื่องไม่ดี อันนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ปีแห่งการพลัดพลาก ปีแห่งการพานพบ ปีแห่งการวนเวียน

เหตุที่เรียกว่า exciting ! นั้นมีอยู่หนึ่ง(หลาย)เรื่อง  คือการได้ พบกันอีกครั้ง พบกันอีกครั้ง นั่นคือ เคยพบกัน (ชาตินี้) พบกันอีก นั่นก็หมายความอีกว่า เคยจากกัน เคยห่างหายไป เคยลืมแม้ว่าจะชั่วคราว ชั่วคราวนี้หมายถึง ๑๐ ปี ๒๐ ปี หลายปี  บางคนอาจได้พบแค่เสียง ถ้าเป็นสมัยที่เรายังไม่มีโทรศัพท์ใช้ จะเป็นอย่างไรหนอ บางคนจากไป โดยที่ยังไม่ได้พบกันอีกครั้ง exciting อีกครั้งคือ มันเจอเรื่องแบบนี้ ในปีนี้ หลายครั้ง (มากกว่า ๑ ครั้ง) “เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้น” “กูไปทำอะไรมาวะ” ดู มันจะแห่ กันเข้ามา ไม่หยุด เลยโวย เฮ้ย

การได้เจอ ที่ไม่คาดคิด ที่ระลึกขึ้นได้ ที่คิดถึง ที่จำได้ ที่ได้พบครั้งแรก (ครั้งนี้)

มันเหมือนมีแรงดึงดูด แรงกระตุ้นที่น่าตื่นเต้น ถ้าเป็นสัก สอง หรือ สามปี ที่แล้ว มันจะเป็นอย่างไรหนอ (แม่ง มิ แหลก ไปแล้วรึ กู ฮ่า ฮ่า ลุยแหลก ลุยแหลก) //ถึงบรรทัดนี้ไม่ต้อง งง ผมมีปัญญาอธิบายได้แค่นี้แหละ

พบ แล้ว จาก แล้ว พบ แล้ว จาก

คุณเชื่อไหมว่า ถ้าไม่มีโทรศัพท์ จะเจอกันได้อีก อาจจะเจอด้วย internet ถ้าไม่มี internet ละ ต้องเจอตัวเป็น เป็น แล้วจะเจอที่ไหนละ บางคนใช้วิธี หามาเป็นทอด ทอด (ไม่ปิ้ง ไม่ย่าง ทอดอย่างเดียว)

“ฝากเบอร์นี้ด้วยครับ” ผม ยื่นให้ หวังว่าคงจะโทรมาหา

“เดี๋ยวนะ … เบอร์มี เอาไปสิ” อะ ดีจัง ดีใจ 🙂

บ้างก็ “โทร. ไปเบอร์นี้ด้วยนะ มีเรื่องจะปรึกษา”

“Hello ….” ปลายทางส่งเสียงมา  “ไงเธอ สบายดีไหม”

บางวันนั่งมองรูป แล้วนึก …. หลังจากนั้นไม่นาน คนนั้น ก็โผล่ มา โวย ตะก่อน กูก็นั่งดู ไม่เห็นจะโผล่ มาได้ ปีนี้ของมันแรงรึไง

บ้างก็ผ่านไปเจอ จริงอยู่ว่ามันคงเจอไม่ยากหรอก ก็ไม่ได้อยู่คนละโลกที่ไหน อยู่ประเทศเดียวกัน จังหวัดเดียวกันนี่เอง กระนั้นก็ตาม ที่ยากที่สุด คือ ไอ้ตัวนี้แหละ ไอ้ที่ว่าตัวเรา ตัวที่อยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งชีวิตนี่ละ มันกลับหาไม่เจอ เหมือนไม่เคยเจอกันมาก่อนเสียด้วยซ้ำ จะเรียกว่าได้พบอีกครั้งหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ว่ามันเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า

“เธอ เปลี่ยนเบอร์ก็ไม่บอก” ผมคิดในใจ เธอก็เปลี่ยนเหมือนกัน

“เธอ ก็เปลี่ยนเหมือนกันนั่นแหละ เพราะฉันโทรไปหาเธอก็ไม่ได้เหมือนกัน” ภาษาชาวบ้านบอกว่า สายเสียแล้ว สายไปแล้ว ช้าไปต๋อย (ทำไมต้องต๋อยด้วยวะ) นั่นทำให้ต้องรอไปอีก ๑๐ ปี

แล้วการพบครั้งแรกไม่ตื่นเต้น หรือไง ตื่นเต้น แต่ไม่เป็นที่น่าตื่นเต้นเท่าพบอีกครั้งในปีนี้ อาจเพราะ พบในเวลา และที่ ที่ต่างกัน มาให้เจอนี่ ทำไมหนอ หรือผมไปทำอะไรไว้หนอ ยกโทษให้ด้วยถ้าผมทำอะไรไม่ดี อโหสิกรรมให้ด้วย หรือจะยินดี กับผมด้วยถ้าพอจะมีความดีอยู่บ้าง //แอบง่วง  บางคนที่ยังไม่เจอ ตอนนั้นเขาจะคิดไหมหนอ ว่า ไอ้เวร ! นี่ อย่าได้เจอกันอีกเลย ฮ่า ฮ่า

“มึงเป็นอย่างไรบ้าง … ตอนนี้ กู …. นี้ โน้น นั่น”  นั่งนึก นี่แม่งแก่แล้วรึไงวะ เฮ้ย กูยังไม่แก่นะ ว่าแล้ว ก็เล่าบ้าง

“เออ กูก็ อย่าง โน้น นี้ นี่ โน้น นั้น”  พอกัน ทั้งคู่ “เฮ้ย ว่าง ว่าง มีโอกาส ก็เจอกัน” เมื่อไหร่ สงสัยอีก ๑๐ ปี ฉิบหายถ้ากูตายหรือมึงตายไปเสียก่อนทำไงวะนั่น

เสียงตะโกนมาจากห้องน้ำ “เฮ้ย ฟัง(อ่าน)มาตั้งนาน นี่มัน very exited ตรงไหนวะ”
เออ นั่นสิ ตรงไหนวะ “งั้นเดี๋ยว ปรึกษาบาร์เทนเด้อ ก่อนเน้อ”

“ไอ้น้อง เพียว เพียว มากระแทกปากหนา หนา พี่หน่อย พี่จะได้เล่าต่อหลังจาก ดื่มเหล้า” สุภาพชน กรุณาอย่า แดกเหล้า หรืออย่าตั้งใจไป ดมเหล้า แน่นอน สุภาพชน ก็อาจอยากจะ ดูเหล้า ในบางครั้ง

มัน ตื่นเต้น พอ พอ กันกับ เปิดดูร่มผ้าของสาวแรกรุ่นนั่นแหละ เพื่อนเอ๋ย

กฎของเวลานี้ช่างซื่อตรงเสียจริง มันแก้ไขอะไรไม่ได้ แม้ว่าใครจะระลึกย้อนไปได้ก็เถอะ  มันมีแต่การอธิบาย การให้ความกระจ่าง  ทำได้แค่นั้นจริง จริง บ้างก็อาจจะเจออะไรที่ทำให้ดีใจ เสียใจ แต่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว หวังว่าปัจจุบันนี้จะทำได้ให้ดีที่สุด นี่คือที่จะทำได้แค่นี้เอง

“อย่างนี้เองรึเกลอ หรือเพราะอย่างนี้ มึงเลย ลุยแหลก เลยใช่มั้ย”
“มึงกลัวจะไม่ได้เจออีกใช่มั้ย” ฮา ฮา

“ไม่ใช่ หมายถึงทำวันนี้ให้ดีต่างหาก” ขากกกกก  (ส้นตีนติดคอหรือไง) “กูไม่เชื่อ”
“เออ เรื่องของมึง”

ตื่นตา ตื่นใจ เหมือนรักแรก

ตื่นเต้น กับความผิดหวัง เมื่อจาก

แปลกใจ เมื่อพบ

อาลัย เมื่อจาก รวม รวมแล้ว ก็เป็นปีที่น่าตื่นตา ตื่นใจ จริง จริง สวัสดี ปี ๒๕๕๓ ปีที่ทำให้ผมเหมือนได้ย้อนเวลาดั่งเชือกที่ม้วนมาทบกันอีกรอบ ปีที่ผมได้พบ ผู้คนที่หลากหลาย (อีกครั้ง) ปีแห่งการพลัดพราก (อีกครั้ง)

//ผมง่วงนอนแล้ว
//เสียงโทรศัพท์ดัง

“เฮ้ย ไม่รับเหรอมึง”
“เออ นั่นดิ รับดีไหมวะ”
“เผื่อ มึงไม่เจอเขาอีกนะ ” ได้ไปรอ ปีแห่งความตื่นตา ตื่นใจ อีก ชาติหน้าโน้นทำไงละ
“งั้น กูรีบรับเลย …. ครับ ครับ … … …​”

ว่าแต่ คุณที่รัก คุณมีห่วงอะไรอยู่ไหม?

เทียบกับอะไร

เรื่องมีอยู่ว่า (มาถึงตอนนี้ นึกไม่ค่อยจะออก เวลานึกออก ก็มักจะอยู่ร่อนเร่ ไม่มีที่จะบันทึก)

เรื่องของ การพูด การถาม

เคยมีคนถามผมว่า “มีดีตรงไหน ทำไมถึงมีคนมาชอบเยอะแยะ”  (อะไรทำนองนี้)

ผมคิดอยู่ในใจ ว่าจะตอบอย่างไร … แต่ก็เงียบเสีย ไม่ได้ตอบอะไรไปมากนัก คิดอยู่ว่า ก็ลองดูไปสิ ดูไป ก็น่าจะเห็นและเข้าใจได้เอง บางที ผมก็จะบอกไปว่า “เออ นั่นนะสิ เลว ออกขนาดนี้ ปากก็หมา ดุ ด้วย … ขนาดทำซกมก ขนาดนี้ละ แหม นี่ถ้า ทำดี ดี มิแย่เลยเหรอ ไม่มารุมตอมกันเพียบเลยสิเนี่ย”

บางครั้ง บางคนก็ถามถึง เรื่องของเขา (ตัวเขาเอง) หรือ เรื่องคนอื่น (บุคคลที่ ๓) อาจจะดี หรือ ไม่ดี ผมมักจะเลี่ยงที่จะตอบ และคิดในใจว่า ทำไม ไม่ถามเรื่องของผม ผมน่าจะตอบได้ดีกว่านี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องดี ดี ของคน อื่น ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะว่า ผมได้พูดถึงบ้างหรือเปล่า แต่ถ้าจำไม่ผิด มักจะเป็นความรู้สึกยินดีที่จะพูด ในเรื่องเหล่านั้น

บางคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า การที่จะรู้ใจคนอื่น เข้าใจใคร ใคร นั้น ไม่จำเป็นต้องไปค้นหาที่ไหน เลย เพราะมันอยู่ที่ใจเราเองนั่นแหละ เมื่อรู้ตัว รู้ตัวเอง เห็นตัวเองได้ ก็จะเห็นอะไรต่าง ต่าง รอบข้าง แถมเผลอ เผลอ รู้ใจคนอื่นได้อีก ที่บอกนี่ ไม่ต้องมาเชื่อผมหรอก อยากรู้ก็ไปพิสูจน์เอง

หลังจากเจอเรื่องพวกนี้ มาหลายครั้ง ก็ไปได้อ่านหนังสือ คำกล่าวของพระพุทธเจ้า มีตอนนึงบอกถึง “ลักษณะการพูดของสัตบุรุษ” <— อ่านเองนะ)  เลยเอามาเทียบเคียงกับการปฏิบัติของเรา เอะ มันใกล้เคียงแล้วนี่นา เราก็น่าจะมาถูกทางแล้วนี่ เออ เข้าท่า

ก็อย่างจะบอกว่า ถ้าจะถามว่าผมเป็นอย่างไร ก็ลองเทียบเคียง กรรม ต่าง ต่าง ที่ทำ หรือใครจะทำอะไรก็ตาม ก็ให้เทียบกับที่ศาสดาทั้งหลายของท่านได้บอกไว้เถิด (นับเอาที่เป็นศาสนาแท้ แท้) นั่นแหละจะบอกได้ไม่มีผิดเพี้ยน ว่าใครเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องไปยึดเอาบรรทัดฐาน ของผม หรือของใครมา เพราะมันย่อมคลาดเคลื่อนได้เสมอจากความจริง แต่ถ้าบอกว่า “ฉันไม่มีศาสนา” ผมก็ได้แต่ภาวนา ให้บุญ กุศล ที่ผมทำมา เผื่อแผ่ไปถึงท่าน ให้ท่านได้ รู้ ขึ้นมาเถิด นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ผมก็คงช่วยอะไรใครไม่ได้ มากสำหรับเรื่องนี้

ปล. จำได้แค่นี้แหละ และ จะบอกว่า กู ไม่ได้ ละแล้ว หรือ ดี วิเศษ อะไร กู ยัง เงี่ยน เสี้ยน อยาก เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ จบข่าว

ลักษณะการพูดของสัตบุรุษ

บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นที่รู้กันว่า เป็นสัตบุรุษ

(๑) ภิกษุ ท. ! สัตบุรุษในกรณีนี้ แม้มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏจะกล่าวทำไมถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้หลีกเลี้ยวลดหย่อนลง กล่าวความไม่ดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่, ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่าคนคนนี้เป็น สัตบุรุษ

(๒) ภิกษุ ท. ! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ไม่ถูกใครถามอยู่ ถึงความดีของบุคคลอื่น ก็ยังนำมาเปิดเผยให้ปรากฏ จะต้องกล่าวทำไมถึงเมื่อถูกใครถาม; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่หลีกเลี้ยวลดหย่อน กล่าวความดีของผู้อื่นโดยพิสดารบริบูรณ์. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้เป็น สัตบุรุษ

(๓) ภิกษุ ท. ! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ไม่มีใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็ยังนำเปิดเผยทำให้ปรากฏ ทำไมจะต้องกล่าวถึงเมื่อถูกถามเล่า; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็ไม่นำเอาปัญหาไปหาทางทำให้ลดหย่อนบิดพริ้ว แต่กล่าวความไม่ดีของตนโดยพิสดารเต็มที่. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้เป็น สัตบุรุษ

(๔) ภิกษุ ท. ! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้มีใครถามถึงความดีของตน ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏแม้มีใครถามถึงความดีของตน ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ ทำไมจะต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถามเล่า; ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปกระทำให้ลดหย่อนหลีกเลี้ยวเสีย กล่าวความดีของตนโดยไม่พิสดารเต็มที่ ภิกษุ ท. ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้เป็น สัตบุรุษ